พิธีแต่งงาน ลำดับขั้นตอน พิธีแต่งงานเช้าและเย็น ตามแบบฉบับของไทย

พิธีแต่งงาน ลำดับขั้นตอน พิธีแต่งงานเช้าและเย็น ตามแบบฉบับของไทย

สารบัญเนื้อหา

การแต่งงานตามแบบฉบับของไทย เป็นพิธีที่สืบทอดต่อกันมาตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยโบราณ โดยการแต่งงานจะเน้นไปทางฝ่ายชายที่ต้องจัดการให้มีผู้ใหญ่เข้ามาสู่ขอฝ่ายหญิงจากพ่อแม่ ในอดีตขั้นตอนพิธีจะมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ พิธีแต่งงาน แบบไทยในยุคสมัยใหม่จึงถูกลดทอนลงไปเพื่อจะให้ง่ายและเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาความเป็นไทยเอาไว้ได้อยู่เช่นเดิม สำหรับใครที่เลือกจัด พิธีแต่งงาน แบบไทย ลองมาดูลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เป็นหลักสำคัญที่ควรมี ความแตกต่างของพิธีในแต่ละภาค และการแต่งงานแบบจีนที่ได้รับความนิยม จะมีความแตกต่างกันจากแบบไทยอย่างไรบ้าง

ลิงก์ผู้สนับสนุน

เรื่องที่เจ้าสาว ควรทำความเข้าใจก่อนแต่งงาน

เมื่อวันแต่งงานใกล้เข้ามาถึง ก็จะเริ่มมีการเตรียมพร้อมในหลายๆ เรื่อง ทั้งการจัดเตรียมสถานที่ อาหารจัดเลี้ยงและการเข้าคอร์สดูแลผิวพรรณสำหรับเจ้าสาว แต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เจ้าสาวควรจะทำความเข้าใจก่อนถึงวันแต่งงาน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาด

1. ถ่ายรูปบรรยากาศก่อนเริ่มงาน

เพราะงานแต่งงานมีขึ้นเพียงครั้งเดียว และเป็นความทรงจำที่ดีในชีวิตของคู่บ่าวสาว ดังนั้นก่อนถึงเวลาเริ่มงาน ควรชวนพ่อแม่ ญาติพี่น้องและเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศอันเป็นที่ระลึกกันก่อน โดยเฉพาะบริเวณหน้าซุ้มประตูที่ถูกจัดด้วยดอกไม้อย่างสวยงาม และบนเวทีที่มีข้อความชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวโชว์เด่นอยู่ ซึ่งจะเป็นภาพความทรงจำที่ดี

2. เตรียมรองเท้าที่ใส่สบายๆ

เจ้าสาวส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะต้องใส่รองเท้าส้นสูงตลอดงาน แต่ความจริงแล้วรองเท้าส้นสูงจะใส่เฉพาะเวลายืนรับแขกและขึ้นกล่าวขอบคุณบนเวที เพราะหากใส่นานๆ อาจทำให้เกิดอาการเจ็บเท้าจนถึงข้อเข่าได้ ดังนั้นเจ้าสาวควรเตรียมรองเท้าที่สวมใส่สบายๆ ไว้สักหนึ่งคู่ เพื่อสับเปลี่ยนกับรองเท้าส้นสูงในช่วงที่ต้องเดินในงานและเต้นรำ

3. กินอาหารรองท้องไว้เสมอ

อย่าปล่อยให้ท้องว่างไปจนจบงาน เพราะนั่นอาจทำให้คู่บ่าวสาวถึงกับหมดแรง เป็นลมล้มพับไปได้ ดังนั้นเมื่อมีเวลาว่างควรกินอาหารเพื่อรองท้องเสมอ หากกลัวว่าชุดจะเลอะ ก็ให้เลือกกินอาหารที่ทานง่ายอย่างเช่นเมนูทอดและพวกขนมแทน เท่านี้ก็จะช่วยเติมพลังให้สามารถรับแขกได้ยาวไปจนจบพิธีแล้ว

4. กล่าวขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลังทุกคน

ในการจัดงานแต่งนอกจากการจ้างบุคลากรภายนอก มาทำหน้าที่ในการเตรียมพร้อมและจัดตกแต่งแล้ว ส่วนหนึ่งก็ได้จากการช่วยเหลือ ร่วมมือร่วมแรงกันในหมู่เพื่อนๆ ญาติพี่น้องและคนรู้จัก ดังนั้นจึงควรกล่าวขอบคุณแด่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกคน ซึ่งก็จะทำให้เกิดความภูมิใจและทำให้ความเหนื่อยล้าหายไปในทันที เพราะฉะนั้นห้ามพลาดตรงจุดนี้เด็ดขาด

5. ให้เวลากับเจ้าบ่าวบ้าง

แม้จะมีความยุ่งยากกับการเตรียมงานและต้องรับแขกตลอดจนแทบไม่มีเวลาให้กัน แต่เจ้าสาวก็ควรหาเวลาให้กับเจ้าบ่าวสักนิด การบอกรักด้วยคำหวาน หยอกล้อกันเล่นหรือให้กำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ก็จะทำให้เจ้าบ่าวรู้สึกดีและไม่เกิดความน้อยใจ

6. ทักทายแขกในช่วง After Party

ช่วง After Party เป็นอีกช่วงหนึ่งที่เจ้าสาวควรทักทายแขกที่มาร่วมงานอีกครั้ง เพื่อแสดงถึงความใส่ใจและแสดงถึงการขอบคุณอย่างแท้จริง ดังนั้นไม่ว่ากำลังแดนซ์กระจายกับกลุ่มเพื่อนหรือทำอะไรอยู่ ก็ควรปลีกตัวเพื่อมาทักทายแขกก่อนเสมอ

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าสาวต้องทำในวันแต่งงานและไม่ควรละเลยเด็ดขาด โดยเฉพาะการทักทายแขกอีกครั้งในช่วง After Party และกล่าวขอบคุณผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกคน เพราะฉะนั้นก่อนวันแต่งงานเจ้าสาวจึงควรทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้ให้พร้อม เพื่อเตรียมตัวและไม่พลาดสิ่งสำคัญเหล่านี้ไป

[ลำดับ] พิธีแต่งงานช่วงเช้า

การจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีของไทย จะมีขั้นตอนในช่วงเช้าที่จัดได้ว่าเป็นช่วงพิธีการสำคัญอย่างมาก และมีความเป็นทางการสูง เกี่ยวข้องกับพิธีทางพุทธศาสนาเป็นหลัก สำหรับว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมือใหม่ กำลังเตรียมการวางแผนลำดับพิธีแต่งงานในช่วงเช้าให้เหมาะสม ไม่ขาดตกบกพร่อง เรามาดูขั้นตอนต่างๆ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในพิธี ช่วยให้งานแต่งงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเหมาะสมตามขนบธรรมเนียม

ขั้นตอนที่ 1 พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล

พิธีสงฆ์คือพิธีแรกเริ่มที่จะช่วยเปิดทางให้คู่บ่าวสาวได้พบเจอกับความเป็นสิริมงคลในชีวิตการแต่งงาน เป็นข้อปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ในอดีต โดยมีขั้นตอนเริ่มแรก ตั้งแต่เชิญพระสงฆ์นั่งที่อาสน์ที่เตรีมไว้ คู่บ่าวสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย มีการอาราธนาศีล รีบศีล 5 ตามด้วยพระสงฆ์เจริญสูตรคาถาที่มีความเป็นมงคล เตรียมน้ำมนต์สำหรับพิธี และตามด้วยการถวายภัตราหารเพล ตามด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และปัจจัยเครื่องไทยธรรม เรียบร้อยแล้วพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถา จบด้วยการประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวและสักขีพยานที่มาร่วมงาน

ขั้นตอนที่ 2 ขบวนแห่ขันหมากของเจ้าบ่าว

เจ้าบ่าวจะมีการเริ่มตั้งขบวนแห่ขันหมากมาสู่ขอเจ้าสาว ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ ทางเจ้าพิธีจะเตรียมขันหมากเอาไว้รอ เมื่อได้ฤกษ์ยามที่เหมาะสมก็จะเคลื่อนขบวนแห่ขันหมากมายังบ้านเจ้าสาวเพื่อทำการสู่ขอ การเรียงลำดับขันหมาก จะแบ่งเป็นขันหมากเอก ละขันหมากโท ส่วนใหญ่ยังมีขบวนกลองยาวนำหน้า เพื่อช่วยสร้างความรื่นเริงในการเคลื่อนขบวนนำหน้าขันหมากเอกและโท ส่วนเจ้าสาวให้เตรียมตัวรอขันหมากอยู่บนบ้าน ผู้ใหญ่ทางฝ่ายหญิงจะเตรียมพานหมากเป็นจำนวนคู่เอาไว้รอต้อนรับขันหมากจากฝ่ายเจ้าบ่าว

ขั้นตอนที่ 3 พิธีกั้นประตู สู่ขอ และนับสินสอด

เมื่อขบวนขันหมากมาถึง ได้รับการต้อนรับแล้ว จะต้องผ่านด่านประตูเงินประตูทอง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ด่านด้วยกันคือ ประตูนาก ประตูเงิน และประตูทอง ให้เจ้าบ่าวเตรียมซองไว้แลกเปลี่ยนเพื่อขอผ่านประตูเข้าไป เมื่อผ่านเข้าไปได้แล้ว จะเด็กหญิงที่เป็นญาติฝ่ายเจ้าสาว เตรียมล้างเท้าให้เจ้าบ่าว และจัดเตรียมเด็กให้ถือพานหมากพลูสำหรับเชิญขบวนขันหมากขึ้นเรือน ส่วนเจ้าบ่าวก็ต้องเตรียมซองเงินเป็นรางวัลเอาไว้ด้วย

10047

หลังเสร็จสิ้นขบวนขันหมาก ขึ้นเรือนของฝ่ายหญิงได้แล้ว นำขันหมากมาจัดเรียงเอาไว้ แล้วเข้าสู่พิธีสู่ขอ ให้ฝ่ายผู้ใหญ่ทางเจ้าบ่าวเจรจาสู่ขอผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เมื่อยินยอมแล้วผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงจะนำพานสินสอดออกมาเปิดดู และเข้าสู่พิธีนับสินสอด โดยจะจัดวางเอาไว้บนผ้าทองผ้าเงิน หรือผ้าแดง จะเป็นการตรวจนับตามขนบธรรมเนียม ตามความเชื่อควรใส่เอาไว้เกินจำนวนสักเล็กน้อย เป็นเคล็ดให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะมีเงินงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ ในอนาคต มีการโปรยถั่ว งาขาว ข้าวเปลือก ข้าวตอก ใบเงินใบทอง ที่มากับขันหมาก หลังเสร็จพิธีนับสินสอด แล้วแม่ของเจ้าสาวจะห่อสินสอดด้วยผ่า แบกขึ้นบ่าตามธรรมเนียม

ขั้นตอนที่ 4 พิธีสวมแหวนหมั้น

ในปัจจุบันพิธีหมั้นและแต่งงานจะจัดขึ้นเสร็จสรรพภายในวันเดียว หลังเสร็จการนับสินสอดแล้วก็จะมีการสวมแหวนหมั้นให้แก่กันและกัน และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

ขั้นตอนที่ 5 พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร

10048

คู่บ่าวสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วนั่งที่ตั่งเพื่อจัดทำพิธีรดน้ำสังข์ โดยเจ้าสาวให้นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของเจ้าบ่าว ประธานคล้องพวงมาลัย สวมมงคลแฝด เจิมหน้าผากด้วยแป้งที่ผ่านพิธีมงคลมาแล้ว จากนั้นตามด้วยการหลั่งน้ำอวยพร โดยมีประธานเป็นผู้เปิดพิธี รดน้ำตามลำดับชั้นอาวุโส

ขั้นตอนที่ 6 พิธีรับไหว้และส่งตัวเข้าหอ

เป็นลำดับขั้นตอนสุดท้าย จะเป็นพิธีรับไหว้ หรือเรียกว่าพิธีไหว้ผู้ใหญ่ เป็นการฝากเนื้อฝากตัวของคู่บ่าวสาว ไหว้ทั้งพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย การก้มกราบ 3 ครั้งสำหรับพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่กราบ 1 ครั้ง แบบไม่แบมือ จากนั้นส่งพานธูปเทียนให้ผู้ใหญ่ มีการผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือบ่าวสาว ให้พร และใส่ซองเงิน เป็นเคล็ดในการให้คู่บ่าวสาวไว้สร้างครอบครัว

จบด้วยการส่งตัวเข้าหอ มีพิธีร่วมเรียงเคียงหมอนหรือพิธีปูเสื่อเข้า ถือว่าเป็นช่วงสำคัญ ให้เจ้าสาวเข้าหอก่อน ส่วนเจ้าบ่าวรออยู่ด้านนอก มีผู้ใหญ่มาทำพิธีปูที่นอน จากนั้นผู้ใหญ่ก็จะพูดฝากฝังให้เจ้าบ่าวดูแลลูกสาว พร้อมกล่าวให้โอวาทสำหรับการใช้ชีวิตคู่ตามธรรมเนียมกันเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

[ลำดับ] พิธีแต่งงานช่วงเย็น

มาถึงช่วงพิธีแต่งงานในตอนเย็น จะลดลำดับขั้นตอนที่เป็นทางการออกไป เน้นเป็นการกินเลี้ยงหรือการเลี้ยงฉลองมงคลสมรส

  1. โดยจะเริ่มจากการจัดพิธีกล่าวบนเวทีสักเล็กน้อย มักจะใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ 30 นาที ส่วนกิจกรรมอื่นเพิ่มเติม ก็ขึ้นอยู่กับทางเจ้าของงานว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาด้วยหรือไม่ เช่น การอวยพร แจกรางวัล และการแสดงต่างๆ เป็นต้น
  2. สำหรับการเริ่มงานจะเริ่มในช่วงประมาณ 18.00 เป็นต้นไป โดยรอจนกระทั่งแขกเข้ามาในมากพอแล้ว ก็จะเริ่มพิธีตามขั้นตอนที่เตรียมไว้
  3. จะมีการกล่าวต้อนรับแขก จากนั้นจะเชิญคู่บ่าวสาวขึ้นมากล่าวบนเวทีที่เป็นไฮไลท์หลัก
  4. ตามด้วยพิธีกรกล่าวเชิญประธานขึ้นคล้องพวงมาลัยและอวยพร
  5. จบด้วยการสัมภาษณ์คู่บ่าวสาวและขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน ซึ่งถือว่าไม่ค่อยต่างจากการจัดตามหลักแบบสากลเท่าไหร่นอกจากช่วงเช้า

พิธีปูที่นอน: ความเชื่อ และลำดับขั้นตอน

พิธีปูที่นอน เป็นอีกพิธีหนึ่งที่มีความสำคัญในการแต่งงาน โดยเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่คู่บ่าวสาวจะต้องปฏิบัติ เพื่อให้การแต่งงานมีความสมบูรณ์แบบ และเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลในการใช้ชีวิตคู่ เพื่อให้คู่บ่าวสาวครองรักกันอย่างยาวนานโดยไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น

พิธีปูที่นอน: ความเชื่อ และลำดับขั้นตอน

ความหมายของพิธีปูที่นอน

พิธีปูที่นอน คือพิธีการรับคำอวยพรจากผู้ใหญ่เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว และรับคำแนะนำดีๆ ในการใช้ชีวิตคู่ก่อนจะทำพิธีส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าหอเป็นขั้นตอนต่อไป

ความสำคัญ

สำหรับความสำคัญของพิธีปูที่นอน จะอยู่ที่การให้พรของผู้ใหญ่ โดยผู้ที่จะมาให้พรแก่คู่บ่าวสาวได้ จะต้องเป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนแก่เฒ่าและมีชีวิตครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุข รวมถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพราะเชื่อว่าจะทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้ครองคู่กันไปอย่างยาวนานเฉกเช่น ผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีปูที่นอนให้

ลำดับขั้นตอนในการทำพิธี

การทำพิธีปูที่นอน มีลำดับขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก แค่เตรียมสิ่งของที่จำเป็นให้พร้อมและอาจลองซ้อมพิธีก่อนถึงวันแต่งงานล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด โดยสิ่งของที่ต้องเตรียมและขั้นตอนการทำพิธีที่ถูกต้องมีดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไม้เท้า 1 อัน
  • ถั่วและงาอย่างละ 1 ถุง
  • ขันน้ำมนต์ 1 ขัน
  • หินบดยา 1 ก้อน
  • ภาชนะใส่น้ำ 1 ที่
  • ไก่ขาว 1 ตัว
  • ข้าวตอก ดอกไม้ 1 ขัน
  • ฟักเขียว 1 ลูก
  • แมว 1 ตัว
  • เครื่องนอนของคู่บ่าวสาว

เมื่อเตรียมสิ่งของครบแล้ว หลังจากเลิกงานเลี้ยงแขก ก็จะถึงขั้นตอนการส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าหอ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนการทำพิธีปูที่นอนก่อน โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

1. ผู้ประกอบพิธีผู้ชายลุกขึ้นยืน และกล่าวข้อความดังต่อไปนี้ ซึ่งจะต้องมีอีกคนคอยขานรับ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล

ตัวอย่างการกล่าว

  • ผู้ทำพิธี: ถึงฤกษ์งามยามดีแล้วหรือยัง
  • ผู้ตอบ: ถึงแล้วครับ
  • ผู้ทำพิธี: นายบุญมั่นมาแล้วหรือยัง
  • ผู้ตอบ: มาแล้วครับ
  • ผู้ทำพิธี: นายบุญคงล่ะมาแล้วหรือยัง
  • ผู้ตอบ: มาแล้วครับ

จากนั้น จะมีการถามถึงคนที่มีชื่อที่เป็นมงคลอีกประมาณ 2-3 คน ซึ่งก็ต้องมีผู้ตอบรับไปจนครบ

2. ผู้ประกอบพิธีผู้ชาย หันไปกล่าวกับผู้เป็นภรรยาของตน ว่า “ถึงฤกษ์งามยามดีแล้ว ผู้ที่จะมาอวยพรก็มาพร้อมกันแล้ว เรามาช่วยกันปูที่นอนกันเถอะ” จากนั้นคู่สามีภรรยาผู้ประกอบพิธีก็จะทำการปูที่นอนให้กับคู่บ่าวสาวจนเสร็จ แล้วนำขันน้ำมนต์มาพรมน้ำมันลงไปบนที่นอน พร้อมกับกล่าวอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว

3. คู่สามีภรรยาผู้ประกอบพิธีขึ้นไปนั่งบนที่นอน โดยหันหน้าไปทางหัวนอน แล้วทำการไหว้พระสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนบนที่นอนทั้งคู่แล้วกล่าวอวยพรแก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวอีกครั้ง ด้วยถ้อยคำที่เป็นมงคลดังนี้

  • ฝ่ายชาย: ที่นอนน่านอน ใครมานอนก็จะอยู่เย็นเป็นสุขสบายอายุยืนนะแม่หนู
  • ฝ่ายหญิง: นอนสบายนะคะ ถ้าใครนอนก็คงจะมีทรัพย์สินเพิ่มพูน มีลูกเต้าน่ารักน่าชม
  • ฝ่ายชาย: ที่นอนนี้ดีจริง ใครได้นอนก็คงอยู่เย็นเป็นสุข
  • ฝ่ายหญิง: เราจะมีแต่ความสุขตลอดไป

จากนั้นจะพูดอวยพรต่อไป ด้วยถ้อยคำที่เป็นมงคลและเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคู่บ่าวสาวได้ดี จากนั้นทั้งคู่ก็จะหลับตานิ่งสักพักและลุกขึ้นจากที่นอน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ

4. ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว จะพาเจ้าสาวเข้าไปในห้องเพื่อกราบเจ้าบ่าว และพูดในทำนองฝากฝังเจ้าสาวให้อยู่กับเจ้าบ่าวอย่างมีความสุข สบาย สุดท้ายผู้ใหญ่ทางฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ก็จะทำการจัดวางหมอนหนุนบนที่นอน และเดินออกจากห้องไป เพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้เข้าหอกัน

ความเชื่อ

การทำพิธีปูที่นอนในวันแต่งงาน มีความเชื่อว่าจะทำให้คู่บ่าวสาวได้ครองรักกันอย่างยาวนาน และมีชีวิตที่สุขสบาย เงินทองไหลมาเทมา เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่มาทำพิธีให้ ดังนั้นพิธีการนี้จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการเลือกผู้ใหญ่ที่จะมาทำพิธีปูที่นอนให้ โดยโบราณได้ถือความเชื่อว่า ผู้ที่มีชีวิตครอบครัวไม่ราบรื่นหรือมีปัญหาการเงินในครอบครัว จะเชิญมาเป็นผู้ทำพิธีไม่ได้เด็ดขาด

เกร็ดความรู้

สิ่งของที่นำมาใช้ในพิธีแต่งงานล้วนมีความหมายในเชิงการอวยพรทั้งสิ้น เช่น หินบดยา หมายถึงจิตใจที่หนักแน่น, ฟักเขียว หมายถึงเยือกเย็นเป็นสุข, ไก่ขาว หมายถึงขยันหมั่นเพียร, ถั่วและงา หมายถึงชีวิตที่เจริญงอกงามและไม้เท้า หมายถึงอายุยืนยาว เป็นต้น

พิธีปูที่นอน เป็นลำดับพิธีที่จะทำขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นงานเลี้ยงฉลองสมรส ก่อนส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการอวยพร เพื่อให้ชีวิตคู่ของคู่แต่งงานใหม่ มีแต่ความราบรื่นและสุขสบายตลอดชีวิตการแต่งงาน

พิธีรดน้ำสังข์: ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

การแต่งงานที่สมบูรณ์แบบจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือพิธีรดน้ำสังข์ โดยถือเป็นพิธีที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยแท้และมีความงดงาม ควรค่าแก่การรักษาไว้ โดยพิธีนี้จะทำขึ้นหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้ร่วมทำบุญตักบาตรและถวายจตุปัจจัยไทยธรรมเรียบร้อยแล้ว

พิธีรดน้ำสังข์: ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ

ความหมายของพิธีรดน้ำสังข์

การรดน้ำสังข์ เป็นขั้นตอนการอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว โดยแขกผู้หลักผู้ใหญ่และญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน จะนำน้ำที่บรรจุอยู่ในสังข์ รดไปที่มือของคู่บ่าวสาวพร้อมเอ่ยคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความสุข ครองรักกันอย่างยาวนานยิ่งขึ้น นอกจากนี้สังข์และน้ำที่ใช้ในการรดให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็มีความหมายที่ลึกซึ้งแฝงอยู่

  • สังข์ เป็นธรรมเนียมประเพณีของศาสนาพราหมณ์ ที่จะช่วยเสริมความเป็นมงคลได้ดี
  • น้ำ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง เป็นปึกแผ่น จึงเป็นดั่งคำอวยพรให้คู่บ่าวสาวได้ครองรัก ครองเรือนกันอย่างยาวนานและมีความใจเย็นเฉกเช่นความเย็นของสายน้ำ

ความสำคัญ

พิธีรดน้ำสังข์ เป็นพิธีที่มีความสำคัญจะขาดไม่ได้ในขั้นตอนการแต่งงาน เพราะเป็นพิธีที่ให้ญาติและแขกผู้ใหญ่ได้ทำการอวยพรแก่คู่บ่าวสาว รวมถึงเป็นการให้ข้อคิดเตือนใจ เพื่อให้คู่บ่าวสาวได้ปรับใช้จนนำไปสู่ชีวิตคู่ที่ราบรื่นและมีความสุขในภายภาคหน้า

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

  • แป้งเจิม ใช้เพื่อเจิมหน้าผากของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
  • ชุดตั่งรดน้ำสังข์ ซึ่งจะมีเก้าอี้นั่ง 2 ตัว, โต๊ะวางพานรับน้ำสังข์ 2 ตัว, โต๊ะวางมือ 2 ตัวและโต๊ะวางอุปกรณ์ 1 ตัว
  • หมอนรองมือ ใช้เพื่อรองมือและแขนไม่ให้รู้สึกเมื่อย
  • พวงมาลัยบ่าวสาว ใช้เพื่อคล้องคอเจ้าบ่าวเจ้าสาว ส่วนใหญ่จะใช้เป็น มาลัยสองชาย
  • มงคลแฝด ใช้เพื่อสวมศีรษะให้กับคู่บ่าวสาว
  • พานพุ่มดอกไม้สำหรับรับน้ำสังข์ ใช้รองรับน้ำสังข์ที่รดลงบนมือของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
  • ของชำร่วย ใช้เพื่อมอบให้กับญาติผู้ใหญ่หรือแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี
  • พานวางหอยสังข์และพานสำหรับรับน้ำสังข์

ขั้นตอนการทำพิธี

ขั้นตอนการทำพิธีรดน้ำสังข์ เป็นขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เพียงเตรียมของที่จำเป็นต้องใช้ให้พร้อมก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โดยมีลำดับขั้นตอนการรดน้ำสังข์คู่บ่าวสาวดังนี้

  1. เจ้าบ่าวเจ้าสาวจุดธูปเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นมานั่งประจำที่ตั่งเพื่อทำพิธี โดยการนั่งให้เจ้าสาวนั่งทางด้านซ้ายของเจ้าบ่าวและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ
  2. ทำการเจิมหน้าผาก โดยให้ประธานในพิธีหรือพ่อแม่ของบ่าวสาวเป็นผู้เจิม เจิมเป็นจุดสามเหลี่ยมสามจุด จากนั้นคล้องมาลับและสวมมงคลแฝดให้กับคู่บ่าวสาว
  3. ประธานในพิธี พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่และแขกที่มาร่วมงานจะทยอยเข้ามารดน้ำสังข์พร้อมกล่าวคำอวยพรให้กับคู่บ่าวสาว โดยจะมีญาติหรือเพื่อนเจ้าสาวตักน้ำเติมในสังข์และส่งให้
  4. เมื่อทำการรดน้ำสังข์และอวยพรเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการเชิญแขกผู้ใหญ่ที่นับถือมาถอดมงคลแฝดออกจากศีรษะของบ่าวสาวและวางลงบนพานที่เตรียมไว้ จากนั้นจะจับมือของบ่าวสาวให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ

ความเชื่อ

ตามความเชื่อของการทำพิธีรดน้ำสังข์ถือเป็นพิธีการอวยพรที่จะทำให้คู่บ่าวสาวได้ครองคู่กันอย่างยาวนานและมีชีวิตครอบครัวที่ราบรื่น เต็มไปด้วยความสุขมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกอย่างว่า ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำพิธี ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องยืนขึ้นพร้อมกัน หากฝ่ายใดลุกขึ้นก่อน ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือคู่ครองของตน

น้ำสังข์พระราชทาน

น้ำสังข์พระราชทานเป็นการขอพระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีทรงประกอบพิธีสมรสให้ โดยมี 2 แบบคือ แบบเป็นทางการและแบบส่วนพระองค์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์การขอพระราชทานดังนี้

  • พระราชทานเมื่อพระองค์ทรงรู้จักกับบิดามารดาของผู้ขอพระราชทาน
  • พระราชทานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงรู้จักและมีความคุ้นเคย
  • พระราชทานเมื่อผู้บังคับบัญชา เป็นผู้ขอพระราชทานให้ ในกรณีที่เป็นทหารหรือตำรวจ
  • พระราชทาน เนื่องจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพิเศษ

ที่สำคัญการขอน้ำสังข์พระราชทานจะต้องมีผู้เป็นสักขีพยานฝ่ายละ 4 คน ได้แก่

  • บิดามารดา หรือผู้ปกครองของเจ้าบ่าว
  • บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเจ้าสาว
  • สักขีพยานของฝ่ายชาย
  • สักขีพยานของฝ่ายหญิง

สำหรับการแต่งกายในวันแต่งงาน ผู้ชายต้องใส่ชุดที่เป็นเครื่องแบบราชการ หรือถ้าไม่มีให้ใส่ชุดเครื่องแบบขอเฝ้าฯ แทน ส่วนฝ่ายหญิงให้แต่งกายด้วยเครื่องแบบไทย

พิธีรดน้ำสังข์ เป็นพิธีสำคัญในวันแต่งงาน ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามและดำเนินการให้ถูกต้องตามลำดับขั้นตอน รวมถึงต้องเตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในขั้นตอนพิธีให้ครบถ้วน ซึ่งสามารถหาเช่าได้จากร้านรับจัดงานแต่งต่างๆ โดยอาจเช่าอุปกรณ์มาดำเนินการเอง หรือจ้างทางร้านมาเตรียมของและจัดพิธีให้

พิธีกั้นประตู: กั้นประตูเงิน ประตูทอง

พิธีการกั้นประตู เป็นพิธีที่ญาติ พี่น้องและเพื่อนฝ่ายเจ้าสาวจะยืนเรียงแถวสองฝั่งจากหน้าบ้านเข้าไปภายในบ้าน โดยถือชายผ้ากั้นเอาไว้ ซึ่งการที่เจ้าบ่าวจะผ่านเข้าไปได้นั้นจะต้องมีการจ่ายค่าผ่านทางเป็นของแถมพกให้กับผู้ที่กั้นประตูทุกคน โดยตามขนบธรรมเนียมแล้วจะมีประตูหลัก 3 ประตู คือประตูเงิน ประตูทองและประตูชัย โดยแต่ละประตูก็จะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

พิธีกั้นประตู: กั้นประตูเงิน ประตูทอง

สำหรับความสำคัญของพิธีการกั้นประตู จะเป็นการพิสูจน์รักแท้ของเจ้าบ่าว โดยถือเป็นอุปสรรคที่เจ้าบ่าวจะต้องผ่านไปให้ได้ ซึ่งในแต่ละด่านไม่เพียงแค่การมอบของแถมพกให้กับผู้กั้นประตูเท่านั้น แต่เจ้าบ่าวอาจจะต้องเล่มเกมส์ที่ผู้กั้นประตูกำหนดให้เล่นจึงจะสามารถผ่านเข้าไปยังด่านต่อไปได้ โดยเกมส์ที่นิยมนำมาเล่นได้แก่ เกมส์บอกความในใจ, เช็คความฟิต, การเต้นหรือร้องเพลง, ให้คำหมั้นสัญญา และ ก เอ๋ย ก ไก่ เป็นต้น ทางฝ่ายเจ้าสาวสามารถเลือกเกมส์มาทดสอบเจ้าบ่าวได้ตามใจชอบ ซึ่งก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะและความสนุกสนานก่อนเริ่มพิธีแต่งงานได้ดี

ประวัติในอดีต

เมื่อครั้งในอดีต การจัดพิธีการแต่งงานได้มีการกำหนดพิธีการกั้นประตูขึ้นมา เพื่อเป็นการสร้างความสนุกสนานผ่อนคลายและพิสูจน์ความรักของเจ้าบ่าว รวมถึงเป็นการสร้างความคุ้นเคยระหว่างญาติพี่น้องฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว สำหรับประตูก็จะมีทั้งหมด 3 ประตู โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับประตูทั้งสามชั้นดังนี้

ประตูที่ 1: ประตูชัย

ประตูนี้ฝ่ายเจ้าสาวจะถือชายผ้ากั้นไว้คนละข้าง โดยเถ้าแก่จะถามว่า “ประตูนี้ชื่อว่าอะไร” และผู้กั้นต้องตอบว่า “ประตูชัย” จากนั้นเถ้าแก่หรือเจ้าบ่าวจะมอบซองเงินและของชำร่วยให้กับผู้กั้น โดยเรียกว่า “ของแถมพกอย่างตรี”

ประตูที่ 2: ประตูเงิน

ประตูนี้ฝ่ายเจ้าสาวจะถือผ้าแพรกั้นไว้คนละข้าง โดยเถ้าแก่จะถามว่า “ประตูชั้นสองนี้ มีชื่อว่าประการใด” ผู้กั้นต้องตอบว่า “ประตูเงิน” จากนั้นเถ้าแก่หรือเจ้าบ่าวจะมอบซองหรือของแถมพกอย่างโทให้กับผู้กั้น และก่อนจะเข้าไปถึงประตูสุดท้าย ก็จะมีพิธีการล้างเท้าเจ้าบ่าวก่อน

ประตูที่ 3: ประตูทอง

สำหรับประตูนี้ฝ่ายเจ้าสาวจะกั้นประตูด้วยผ้าแพรอย่างดีหรือสร้อยทอง โดยเถ้าแก่จะถามว่า “ประตูนี้มีชื่อว่าอะไร” ผู้กั้นต้องตอบว่า “ประตูทอง” จากนั้นเถ้าแก่หรือเจ้าบ่าวจะยื่นซองหรือของแถมพกอย่างเอกให้กับผู้กั้น แล้วจึงเสร็จสิ้นพิธีกั้นประตู

โดยในปัจจุบันพิธีการกั้นประตู มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น มีการกั้นประตูมากกว่า 3 ประตู, มีการเพิ่มกิจกรรมและเกมส์สนุกๆ เข้าไป หรือมีการใช้อย่างอื่นเป็นที่กั้นแทน เป็นต้น

ความเชื่อ

พิธีการกั้นประตูมีความเชื่อว่าเป็นการเปิดประตูเงิน ประตูทองและความมั่งคั่ง ซึ่งจะทำให้คู่บ่าวสาวมีเงินทองไหลมาเทมา และมีชีวิตที่สุขสบาย มีเงินใช้อย่างไม่ขาดมือ จึงเป็นพิธีการที่มีความสำคัญและสามารถเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับคู่แต่งงานใหม่ได้เป็นอย่างดี

เกร็ดความรู้

พิธีการกั้นประตู นอกจากต้องทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมพิธีการแล้ว ก็มีเกร็ดความรู้เล็กน้อยที่คู่บ่าวสาวควรทำความเข้าใจก่อนถึงวันแต่งงานดังนี้

  • การกั้นประตูที่ 1 หรือประตูชัย ผู้กั้นควรเป็นเพื่อนของเจ้าสาวหรือคนรู้จักที่สนิทแบบใกล้บ้านเรือนเคียง
  • การกั้นประตูที่ 2 หรือประตูเงิน ผู้กั้นควรเป็นญาติ
  • การกั้นประตูที่ 3 หรือประตูทอง ผู้กั้นควรเป็นพี่ๆ น้องๆ ของเจ้าสาว
  • สำหรับสิ่งที่นำมาใช้กั้นในแต่ละประตู สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเป็นชายผ้า ผ้าแพรหรือสร้อยทองเสมอไป
  • การกั้นประตูสามารถเจรจาต่อรองกับเถ้าแก่ของฝ่ายชายได้ ซึ่งก็เป็นการสร้างสีสันและความสนุกให้กับพิธีกั้นประตูที่มีมาแต่โบราณ โดยในยุคปัจจุบันนี้หลายคนอาจไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมมากนัก จึงมักจะกั้นเฉยๆ โดยไม่ได้เจรจาต่อรอง
  • สำหรับพิธีการล้างเท้า ก่อนที่เจ้าบ่าวจะผ่านเข้าไปสู่ประตูสุดท้าย จะต้องให้น้องหรือญาติฝ่ายเจ้าสาวเป็นผู้ล้างเท้าให้กับเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการแสดงความเคารพตามประเพณี โดยการล้างต้องให้เจ้าบ่าวยืนอยู่บนใบตองและก้อนหิน

พิธีกั้นประตู หนึ่งในพิธีสำคัญที่จะมีการจัดขึ้นในช่วงของการแต่งงานเช้า เมื่อเจ้าบ่าวได้เดินทางแห่ขบวนขันหมากมาถึงบ้านของเจ้าสาว ซึ่งก็ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสนุกสนานและเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมความเป็นสิริมงคล ความร่ำรวยเงินทองให้กับคู่บ่าวสาวที่กำลังจะแต่งงานกัน

พิธียกน้ำชา: เฉพาะงานแต่งงานแบบจีนเท่านั้น

พิธียกน้ำชา เป็นพิธีที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องยกน้ำชาให้กับพ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย โดยปกติหากเป็นการจัดงานแต่งที่บ้าน เมื่อเจ้าบ่าวเดินทางไปรับเจ้าสาวที่บ้านก็จะทำพิธียกน้ำชาให้กับญาติฝ่ายเจ้าสาว และเมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านเจ้าบ่าว ก็จะต้องทำพิธียกน้ำชาให้กับญาติฝ่ายเจ้าบ่าว แต่หากเป็นการจัดที่โรงแรม สโมสรหรือสถานที่จัดงานแต่งต่างๆ ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยการทำพิธียกน้ำชาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย

พิธียกน้ำชา: เฉพาะงานแต่งงานแบบจีนเท่านั้น

ความสำคัญของพิธียกน้ำชา

พิธียกน้ำชามีความสำคัญโดยเป็นการแสดงความเคารพและคารวะต่อญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และเป็นการเปิดโอกาสให้ญาติผู้ใหญ่ได้ทำการอวยพรแก่คู่บ่าวสาวตามขั้นตอนพิธี รวมถึงเป็นการมอบขวัญถุงให้กับคู่บ่าวสาว และที่สำคัญเลยก็คือพิธีนี้มีการปฏิบัติสืบทอดมาแต่โบราณ จึงต้องรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมของชาวจีน ดังนั้นในงานแต่งงานแบบจีน จึงขาดพิธียกน้ำชาไม่ได้เด็ดขาด

ประวัติพิธียกน้ำชาในอดีต

เนื่องจากชาวจีนนิยมดื่มชาเป็นหลัก และนิยมใช้เป็นเครื่องดื่มในการจัดสำรับให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ชาวจีนจึงมีความคิดว่าในพิธีแต่งงานควรจะมีพิธีการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายด้วยการยกน้ำชา คือการที่คู่บ่าวสาวจะต้องรินน้ำชาไปส่งให้กับพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย และจัดลำดับตามความอาวุโสก่อน

โดยการยกน้ำชาจะต้องรินใส่ถ้วยน้ำชา 2 ใบทุกครั้ง ไม่ว่าจะยกมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ท่านไหน หรือแม้แต่บุคคลที่คู่ชีวิตได้เสียไปแล้ว แต่ผู้รับจะยกดื่มเองเพียงแค่ถ้วยเดียว และที่สำคัญการยกน้ำชาก็จะต้องมีถาดรอง ส่วนจะเป็นชาประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบหรือความสะดวก ซึ่งในปัจจุบันพิธีการยกน้ำชาของการแต่งงานแบบจีนก็ยังคงถือปฏิบัติอยู่เท่าทุกวันนี้ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและมีความรวดเร็วในการทำพิธีการมากขึ้น

หลักการน่ารู้ของพิธียกน้ำชา

เพื่อให้พิธียกน้ำชามีความสมบูรณ์แบบ และไม่ผิดขนบธรรมเนียม รวมถึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่งได้ดี ก็มีเกร็ดเล็กน้อยที่ควรรู้ดังนี้

1. เลือกชาราคาถูก

เพราะการทำพิธียกน้ำชาไม่ได้กำหนดตายตัวว่าต้องเป็นชาชนิดใด ดังนั้นเพื่อความประหยัด แนะนำให้เลือกชาที่มีราคาถูก แต่ก็ต้องมีรสชาติดีและเป็นชาที่มีคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกชาที่มีชื่อเป็นมงคลและมีความหมายดีๆ กับคู่บ่าวสาว

2. จัดลำดับตามความอาวุโส

ชาวจีนจะให้ความสำคัญกับความอาวุโสมากกว่าสิ่งอื่น ดังนั้นการจัดที่นั่งสำหรับญาติผู้ใหญ่ที่จะทำการยกน้ำชา จึงต้องจัดลำดับตามความอาวุโส ซึ่งเพื่อความรวดเร็ว ควรลิสต์รายชื่อของผู้อาวุโสไว้ เมื่อถึงเวลาก็ให้พิธีกรเรียกชื่อผู้อาวุโสและญาติๆ ไปนั่งตามลำดับ เท่านี้ก็ไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากในขั้นตอนการยกน้ำชาแล้ว

3. รินน้ำชา 2 ถ้วยเสมอ

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวและเป็นการอวยพรให้ทั้งคู่ได้ครองรักกันอย่างยาวนาน การรินน้ำชาจึงต้องริน 2 ถ้วยเสมอ แม้ว่าจะนั่งอยู่แค่คนเดียวโดยที่คู่ชีวิตไม่ได้มาด้วยหรือเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ซึ่งมีการแก้เคล็ดดังนี้

  • กรณีที่คู่ชีวิตไม่ได้มาร่วมงาน ให้ท่านจิบชาทั้งสองถ้วย โดยเป็นการจิบแทนคู่ชีวิต
  • กรณีที่คู่ชีวิตเสียไปแล้ว ให้ท่านจิบชาเพียงถ้วยเดียว ส่วนอีกถ้วยก็ตั้งไว้เฉยๆ

4. ใช้ถ้วยยกน้ำชาแบบจีน

เมื่อเป็นงานแต่งแบบจีน ถ้วยยกน้ำชาที่ใช้ก็ควรเป็นถ้วยแบบจีน และที่สำคัญจะต้องไม่มีหูจับ เพราะตามประเพณีของจีน การยกถ้วยน้ำชาจะต้องใช้สองมือประคองขึ้นมา และต้องมีถาดรองด้วยน้ำชาเพื่อให้ง่ายต่อการยกและดูเป็นระเบียบ

5. ห้ามซดน้ำชาจนหมด

พิธีการยกน้ำชามีเคล็ดอยู่ว่า ญาติผู้ใหญ่จะต้องจิบน้ำชาแต่พอประมาณแล้วส่งกลับที่เหลือให้กับคู่บ่าวสาว เพราะถือว่าเป็นทุนให้กับคู่บ่าวสาวสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ดังนั้นในกรณีที่ถูกเชิญให้เข้าร่วมพิธีเป็นผู้ใหญ่ในการยกน้ำชา พึงจำไว้เสมอว่าอย่าซดจนหมดเป็นอันขาด

พิธียกน้ำชาเป็นพิธีที่มีความสำคัญมากในการจัดงานแต่งแบบจีน โดยในประเทศไทยก็จะมีกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนที่นิยมจัดงานแต่งงานในรูปแบบนี้ ซึ่งก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมประเพณีของคนจีน

เทคนิค จัดงานแต่งตอนเช้า ให้เป๊ะ

งานแต่งเช้าเป็นขั้นตอนการทำพิธีขันหมากและการทำพิธีทางศาสนาตามขนบธรรมเนียมไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งในอดีตจะจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าสาว โดยให้เจ้าบ่าวแห่ขันหมากมาสู่ขอก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิธีและการจัดเลี้ยงแขกเป็นลำดับสุดท้ายในช่วงเย็น แต่ในปัจจุบันเทรนด์การจัดงานแต่งนอกสถานที่กำลังมาแรง คู่บ่าวสาวส่วนใหญ่ต่างเลือกที่จะจัดงานแต่งนอกสถานที่แต่ก็กังวลกับขั้นตอนพิธีต่างๆ ดังนั้นในบทความนี้จึงได้สรุปสิ่งจำเป็นในขั้นตอนการทำพิธีแบบง่ายๆ เพื่อให้จัดงานแต่งเช้าที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องกังวล

เทคนิค จัดงานแต่งตอนเช้า ให้เป๊ะ

1. เช็คลำดับพิธีการ

ควรตรวจเช็คลำดับพิธีการว่าจะจัดงานแต่งอย่างไร มีพิธีไหนที่สำคัญๆ ต้องใช้สิ่งของกี่อย่าง อะไรบ้าง จากนั้นให้จดรายการสิ่งของที่ต้องใช้โดยแบ่งตามตามพิธีการ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเตรียมและนำมาใช้ได้อย่างถูกจังหวะโดยไม่ทำให้งานแต่งเกิดความล่าช้าหรือยุ่งยาก เป็นขั้นตอนการเตรียมพร้อมที่ไม่ควรมองข้าม

2. เตรียมพร้อมเรื่องสถานที่

การเตรียมพร้อมสถานที่เป็นอีกสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานแต่งงานเช้าเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะเช่าสถานที่สำหรับจัดงาน ที่มีการเตรียมพร้อมไว้แล้วก็ตาม โดยให้ตรวจเช็คในเรื่องของการตกแต่งสถานที่ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ และฉากหลังบริเวณทำพิธีหมั้น ซึ่งหากขาดอะไรก็ให้นำมาเสริมตกแต่งให้เรียบร้อย ส่วนโต๊ะเก้าอี้ หากไม่เพียงพอต่อจำนวนคนที่มาร่วมงาน ก็อาจเช่าเพิ่มเติม นอกจากนี้ให้มาร์คไว้ให้เรียบร้อยว่าจะใช้จุดไหนเพื่อทำพิธีใดบ้างและอาจให้คู่บ่าวสาวลองซ้อมพิธีเพื่อความมั่นใจก่อน

3. เครื่องเสียง ไมโครโฟน

การพูดโดยใช้เสียงปากเปล่าอาจไม่ดังพอให้แขกที่มาร่วมงานได้ยินอย่างทั่วถึง ดังนั้นควรเตรียมเครื่องเสียงและไมโครโฟนให้พร้อม เพราะจะเป็นสื่อที่ช่วยในการสื่อสารได้ดี และสามารถเพิ่มอรรถรสในการฟังให้กับแขกที่มาร่วมงานได้อย่างดีเยี่ยม และที่สำคัญควรตรวจสอบเครื่องเสียงและไมโครโฟนอย่างละเอียดว่ามีเสียงที่ไพเราะน่าฟัง สามารถใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ รวมถึงสายไฟที่ต้องใช้ในการเชื่อมต่อ ควรเตรียมจัดใส่กล่องไว้ให้ดี เพื่อที่วันงานจะได้หยิบมาใช้ได้อย่างง่ายดาย

4. อาหารจัดเลี้ยง

อาหารจัดเลี้ยงแขกเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ แม้จะเป็นพิธีเช้าก็ตาม แต่อาหารที่นำมาเลี้ยงแขกในพิธีเช้านั้นจะไม่ยุ่งยากเหมือนตอนเย็น เพราะแขกส่วนใหญ่จะมีเพียงญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ซึ่งอาหารที่เหมาะสำหรับการจัดเลี้ยงเช้า ก็คืออาหารเบาๆ อย่างข้ามต้ม ติ่มซำ เสิร์ฟพร้อมกับผลไม้อร่อยๆ ที่จะช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้ดี โดยในกรณีนี้อาจสั่งอาหารกับทางสถานที่เช่าจัดงานแต่งเช้าโดยตรง หรือจะทำเอง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานที่

ขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้การจัดงานแต่งเช้าเป็นไปอย่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะจัดขึ้นที่บ้านหรือจัดตามสถานที่รับจัดงานแต่งที่ไหนก็ตาม ดังนั้นสำหรับคู่บ่าวสาวที่ต้องการจัดงานแต่งนอกสถานที่ ควรทำความเข้าใจกับ 4 ขั้นตอนเหล่านี้ แล้วจะไม่เกิดความยุ่งยาก

สิ่งต้องห้ามก่อนวันวิวาห์ เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว

เพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอย่างสมบูรณ์แบบในวันวิวาห์ ช่วงเวลา 3 เดือนก่อนถึงวันแต่งงาน ว่าที่เจ้าสาวควรดูแลตัวเองให้ดี ไม่ใช่แค่เรื่องผิวพรรณและทรงผม แต่หมายถึงการดูแลสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะพฤติกรรมแย่ๆ ที่มักจะทำจนติดเป็นนิสัย เพื่อจะได้ไม่ส่งผลให้ร่างกายดูโทรมจนเกินไปในวันแต่งงาน

1. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นตัวการทำลายสุขภาพ และทำลายความงามของผู้หญิง โดยการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อยๆ จะทำให้ใบหน้าดูบวมขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าไม่เรียวสวยอย่างที่ต้องการ แถมการแต่งหน้าก็ไม่สามารถปกปิดความบวมได้อย่างมิดชิด นอกจากนี้ก็อาจก่อให้เกิดรอยแดงตามผิวหนัง จึงทำให้สวมใส่ชุดแต่งงานแล้วดูไม่สวย ดังนั้นจึงควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากต้องไปงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อน ก็ให้เลี่ยงไปดื่มพวกน้ำผลไม้แทน

2. ห้ามนอนดึก

การนอนดึก จะทำให้ใบหน้าดูโทรมอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ดังนั้นจึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน ประมาณ 8-10 ชั่วโมง หากมีสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับงานแต่งเยอะ ก็ควรแบ่งหน้าที่กันไปทำ โดยมอบหมายให้เจ้าบ่าว ญาติๆ และเพื่อนสนิท ช่วยจัดการในส่วนต่างๆ เท่านี้ก็มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ซึ่งหากสามารถทำได้ ควรนอนตั้งแต่ก่อนช่วงเวลา 4 ทุ่มจะดีที่สุด

3. ห้ามไดเอตมากเกินไป

เจ้าสาวทุกคน ต่างก็มีความใฝ่ฝัน อยากมีหุ่นเพรียวสวยในวันแต่งงาน แต่การไดเอตมากเกินไปก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด และอาจขาดสารอาหารจนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นลมในวันงานได้ ดังนั้น หากต้องการรักษาหุ่น อย่างไรก็ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และควรออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงพร้อมกระชับสัดส่วนไปพร้อมๆ กัน

4. ห้ามตัด ซอย ทำสีผม

ผู้หญิงส่วนใหญ่ ชอบทำอะไรกับทรงผมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดัด ซอย ตัด หรือการทำสีผม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งก่อนถึงวันวิวาห์ เพราะอาจทำให้ผมเสียทรง จนไม่สามารถทำทรงผมเจ้าสาวที่ได้เลือกไว้ในตอนแรกได้ โดยการจะเปลี่ยนทรงผมอย่างกระชั้นชิด ก็ทำได้ยาก เพราะอาจได้ทรงผมที่ไม่เหมาะ และดูแย่ได้ สำหรับสิ่งที่ทำได้ ก็คือการบำรุงผมและการอบไอน้ำผม

5. ห้ามกันคิ้วด้วยตัวเอง

เจ้าสาวไม่ควรกันขนคิ้วด้วยตนเอง เพราะหากเกิดความผิดพลาด เช่น คิ้วแหว่ง จะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันก่อนวันแต่งงาน กว่าคิ้วจะยาวขึ้นมาเสมอกันหมด ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นควรรอจนถึงวันแต่งงาน ให้ช่างแต่งหน้าที่มีฝีมือ เป็นผู้กันขนคิ้วให้ทีเดียวในวันแต่งงานเลยดีกว่า

การแต่งงานตามประเพณีไทย 4 ภาค

การแต่งงานตามประเพณีไทย 4 ภาค แม้จะมีลำดับขั้นตอนที่เหมือนกัน แต่ด้วยวิถีชีวิตและความเชื่อที่แปลกแยกกันออกไป ทำให้พิธีแต่งงานก็มีความแตกต่างกันออกไปบ้าง

การแต่งงานตามประเพณีไทย 4 ภาค

1.พิธีแต่งงานภาคเหนือ

เป็นพิธีแต่งงานแบบล้านนา เรียกอีกหนึ่งอย่างว่า ประเพณีการกินแขก โดยมีการจัดพานบายศรี ขันปอกมือ และทำพิธีสักการะเครื่องบายศรีเพิ่มขึ้นมา

2.พิธีแต่งงานภาคอีสาน

เป็นพิธีการแต่งงานที่เรียกว่า การกินดอง ซึ่งก็คือ การกินเลี้ยงฉลองโดยที่มีญาติฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะร่วมมาเป็นอันหนึ่งเดียวกัน พิธีช่วงเช้าจะจัดไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก แต่จะมีพิธีสู่ขวัญเพิ่มเข้ามา แต่ในช่วงเสร็จพิธีจะมีการโปรยเมล็ดข้าว ถั่วและงาลงบนสินสอด พร้อมกับการเปิดขันหมากและแจกเหล้ากันตามพิธี

3.พิธีแต่งงานภาคใต้

สำหรับพิธีแต่งงานภาคใต้ ถือเป็นพิธีแต่งงานที่มีความแตกต่างอย่างมาก เรียกพิธีนี้กันว่า นิกะห์ ตามความเชื่อของชาวอิสลาม ซึ่งจะแบ่งออกเป็นการแต่งงานตามบัญญัติของศาสนา และแบบตามประเพณี แล้วแต่ว่าจะเลือกแบบไหน

4.พิธีแต่งงานภาคกลาง

เป็นพิธีแต่งงานทั่วไปที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ถือว่าเป็นธรรมเนียมหลักของไทยที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย แต่อาจมีลำดับขั้นตอนเป็นมงคลอื่นๆ เพิ่มเข้ามา โดยทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าภาพ

พิธีการแต่งงานแบบล้านนา ชาวพื้นเมืองภาคเหนือ

การแต่งงานแบบล้านนา เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวพื้นเมืองภาคเหนือ ที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยก็ตาม แต่ก็ยังคงมีการจัดขึ้นในชนพื้นเมืองภาคเหนือให้ได้เห็นอยู่บ่อยๆ

ขั้นตอนการแต่งงานแบบล้านนา

สำหรับการแต่งงานแบบล้านนาจะมีขั้นตอนเพียงไม่กี่ขั้นตอนและคล้ายคลึงกับการแต่งงานแบบไทยพอสมควร แต่จะต้องทำให้ถูกต้องตามลำดับพิธีการ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว โดยมีขั้นตอนและพิธีการสำคัญในการจัดงานแต่งแบบล้านนาตามลำดับ ดังนี้

1. การแห่ขันหมาก

เป็นการแห่ขันหมากเจ้าบ่าวไปยังบ้านของเจ้าสาว โดยในขบวนขันหมากจะต้องมีวงปี่กลอง และมีหญิงสาวฟ้อนรำนำขบวนไป ตามด้วยเพื่อนๆ และญาติของเจ้าบ่าวที่ฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งบรรยากาศจะเต็มไปด้วยความคึกคักและครื้นเครงไปตลอดจนถึงบ้านเจ้าสาว ส่วนผู้ปกครองของเจ้าบ่าว จะทำหน้าที่ในการเดินนำขบวนพร้อมแห่พานใส่ดอกไม้มงคลและพานขันหมากเอก ขันหมากรองตามลำดับ และเพื่อนของเจ้าบ่าวก็จะทำหน้าที่ถือชั้นใส่เสื้อผ้า ถุงและดาบ เพื่อแสดงถึงฐานะและยศถาบรรดาศักดิ์ของฝ่ายชาย

2. พิธีกั้นประตูเงินประตูทอง

เมื่อแห่ขบวนขันหมากมาถึงประตูบ้านของเจ้าสาวแล้ว การจะผ่านประตูเข้าไปได้จะต้องจ่ายค่าผ่านประตู ที่เรียกว่า การกั้นประตูเงินประตูทอง ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกับประเพณีการแต่งงานของไทย ที่เจ้าบ่าวจะต้องมอบซองเงินให้กับญาติและเพื่อนๆ ของฝ่ายเจ้าสาวที่ยืนกั้นขวางประตูเอาไว้ จึงจะสามารถผ่านเข้าไปพบเจอกับเจ้าสาวได้ โดยแต่ละประตูก็อาจมีการเจรจาต่อรองเพื่อสร้างความสนุกสนานและความคุ้นเคยของทั้งสองฝ่ายมากขึ้นด้วย

3. พิธีบายศรีสู่ขวัญ

พิธีบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีความเชื่อของล้านนา โดยเชื่อว่าจะเป็นการเรียกดวงจิตทั้ง 32 ดวงของคู่บ่าวสาวให้อยู่ครบ ซึ่งจะทำให้คู่บ่าวสาวมีความเข้มแข็ง สุขภาพดี แข็งแรงและนำพาโชคลาภมาสู่คู่บ่าวสาวอีกด้วย โดยการทำพิธีนั้น เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องเข้าไปทำพิธีภายในห้องที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งหน้าห้องก็จะมีนางรำทำการฟ้อนเพื่ออวยพร และก่อนจะเข้าไปในห้องพิธีก็จะต้องถอดรองเท้าก่อนและมีผู้หญิงมาล้างเท้าให้ด้วยน้ำดอกไม้หอม จากนั้นจึงเข้าไปทำพิธีอย่างถูกต้องตามลำดับขั้นตอนต่อไป

4. ผูกข้อมือและพิธีผูกชะตา

เป็นพิธีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ โดยผู้ประกอบพิธีจะหลั่งน้ำสังข์ลงบนมือของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเช่นเดียวกับพิธีรดน้ำสังข์ของคนไทย จากนั้นจะทำการผูกข้อมือและญาติผู้ใหญ่กล่าวคำอวยพรแก่คู่บ่าวสาว โดยหลังจากผูกข้อมือแล้วก็จะเป็นพิธีสืบชะตา ซึ่งคู่บ่าวสาวจะต้องนั่งอยู่ใต้เสา 3 ต้น ที่มีความหมายในเชิงให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวช่วยเหลือค้ำจุนกันไปจนตลอดชีวิต จากนั้นจะนำสายสิญจน์ที่ใช้ผูกเสาทั้งสามมาสวมบนศีรษะของทั้งคู่ พร้อมให้ผู้ชำนาญในการประกอบพิธีกล่าวคำอวยพร เป็นการเสร็จสิ้นพิธีสืบชะตา ซึ่งก็เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่

5. การจัดเลี้ยงรับรองขันโตก

พิธีการจัดเลี้ยงหลังจากเสร็จสิ้นการแต่งงาน โดยจะเสิร์ฟอาหารพื้นเมืองล้านนา ซึ่งได้แก่ ไส้อั่ว แคบหมู หมูยอ น้ำพริกหนุ่ม แกงฮังเล แกงโฮะและอื่นๆ เป็นต้น พร้อมกับปิดท้ายด้วยการปล่อยโคมลอย โดยถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการจัดงานแต่งแบบล้านนา

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับการแต่งงานแบบล้านนา

  • การจัดเลี้ยงอาหารแขกตามแบบของล้านนา กลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านจะร่วมแรงกันช่วยทำอาหารเลี้ยงแขกมากกว่าการซื้อแพ็คเกจจัดเลี้ยง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความผูกพันต่อกันแล้ว ก็ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการเลี้ยงแขกได้ดีอีกด้วย
  • ในวันทำพิธีแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องเตรียมสิ่งของดังต่อไปนี้ให้พร้อม ดาบ 1 เล่ม, เงินใส่ผี, ขันหมาก 1 สำรับ, หีบ, ผ้าห่มผืนใหม่ 1 ผืน
  • เครื่องสักการะในบายศรี จะต้องใส่ทุกอย่างเป็นจำนวนคู่ โดยมีสิ่งที่ต้องเตรียมใส่ในบายศรีดังนี้ ไข่ต้มสุก แกะเปลือกเรียบร้อย, หมาก พลู บุหรี่และเมี่ยง, ด้ายมงคล สำหรับผูกข้อมือ, ข้าวเหนียวสุกปั้น, ขนมหวาน, ผลไม้
  • การไหว้พ่อแม่ เป็นอีกพิธีสำคัญภายหลังการแต่งงานแบบล้านนา ที่จะพลาดไม่ได้ โดยหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้อยู่กินกันมา 3 วันหรือ 7 วันแล้ว คู่บ่าวสาวจะต้องพากันไปไหว้พ่อแม่ของฝ่ายชาย เพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลานในตระกูลและรับพรจากผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลจนถึงการรับคำแนะนำในการครองเรือนจากผู้ใหญ่ด้วย

พิธีแต่งงานแบบล้านนา เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของทางภาคเหนือที่ยังคงได้รับการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีมาถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยๆ ก็ตาม โดยการแต่งงานแบบล้านนาก็จะมีความคล้ายคลึงกับพิธีการแต่งงานของไทยพอสมควร เพียงแต่จะมีขั้นตอนและสิ่งที่ต้องเตรียมแตกต่างกันเล็กน้อย รวมถึงความเชื่อต่างๆ ของการแต่งงานแบบล้านนาที่มีมาแต่โบราณ

ความแตกต่างระหว่าง พิธีแต่งงานแบบจีน และแบบไทย

สำหรับขั้นตอนการแต่งงานแบบจีน จะแตกต่างจากแบบไทยคือ มีพิธีแห่ขันหมาก ตามด้วยพิธีสวมแหวนหมั้น พิธีกินบัวลอย พิธียกน้ำชา พิธีรับไหว้ และปิดท้ายด้วยพิธีส่งตัวเข้าหอ ถือว่าเป็นความรู้ของว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่กำลังเตรียมตัวแต่งงาน ซึ่งลำดับขั้นตอนต่างๆ ล้วนช่วยสร้างความเป็นสิริมงคลและเป็นแนวทางให้มือใหม่เข้าใจขั้นตอน ปฏิบัติกันได้อย่างราบรื่นมาก

การโยนช่อดอกไม้ ในงานแต่งงาน

การโยนดอกไม้ในงานแต่งงาน เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยเจ้าสาวจะต้องโยนดอกไม้หลังเสร็จพิธีการแต่งงาน ซึ่งจะมีเพื่อนเจ้าสาวและแขกคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานมาคอยรับช่อดอกไม้ โดยเชื่อว่าหากผู้หญิงคนไหนสามารถรับช่อดอกไม้ได้ จะได้แต่งงานเป็นรายต่อไป เป็นความเชื่อหนึ่งที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัด

การโยนช่อดอกไม้ ในงานแต่งงาน

ประวัติความเป็นมา

จากประวัติความเป็นมาเชื่อว่าพิธีการโยนดอกไม้ เริ่มมีขึ้นในสมัยที่ ควีน วิคตอเรีย ราชินีจากอังกฤษ ได้อภิเษกกับ เจ้าชายอัลเบิร์ต ในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย ควีน วิคตอเรีย ได้ถือช่อดอกไม้สดเข้าโบสถ์ใน พิธีแต่งงาน แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าได้มีการโยนดอกไม้หรือไม่ จากหลักฐานพบว่า พิธีการโยนดอกไม้ของเจ้าสาว เริ่มมีขึ้นในสมัยนี้

หากย้อนกลับไปเมื่อสมัยโบราณก่อนกรีก ก่อนโรมัน จะพบว่าการถือช่อดอกไม้ในพิธีแต่งงาน มีมานานมาก เพียงแต่ในสมัยก่อนยังไม่มีการโยนดอกไม้ และใช้เครื่องเทศแทนดอกไม้ เพราะเชื่อว่าเครื่องเทศจะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย และภูตผีวิญญาณต่างๆ เพื่อไม่ให้เข้าใกล้เจ้าบ่าวเจ้าสาวหรือมาทำลายพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ได้

จากนั้นจึงเริ่มมีการวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จากการถือเครื่องเทศ เปลี่ยนเป็นมงกุฎใบไม้ที่มีเครื่องเทศผสมอยู่ และเปลี่ยนมาเป็นช่อดอกไม้ตามลำดับ แต่ก็ยังคงเป็นช่อดอกไม้ที่ผสมด้วยเครื่องเทศดังเดิม จนเมื่อในสมัยของ ควีน วิคตอเรีย ได้เปลี่ยนมาใช้ช่อดอกไม้แบบ 100% และเริ่มมีการโยนดอกไม้เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้

ความเชื่อ

สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับการโยนดอกไม้ในงานแต่งงาน มีทั้งความเชื่อในด้านบวกและด้านลบ โดยมีความเชื่อ ดังนี้

  • ความเชื่อด้านบวก หากผู้หญิงโสดที่ไปร่วมงานแต่งงาน ได้รับช่อดอกไม้ที่เจ้าสาวโยนมา เชื่อว่าจะได้แต่งงานเป็นรายต่อไป
  • ความเชื่อด้านลบ หากผู้หญิงโสดที่ไปร่วมงานแต่งงาน ได้รับช่อดอกไม้มากกว่า 1 ช่อ เชื่อว่าจะเป็นอาถรรพ์และทำให้ไม่ได้แต่งงานในที่สุด

โดยภาพรวมแล้ว ถือว่าการได้รับช่อดอกไม้ในงานแต่ง จะนำความโชคดีมาสู่หญิงสาวผู้นั้น โดยเฉพาะเรื่องความรัก และความสมหวังต่างๆ งานแต่งงานจึงเป็นงานที่หญิงโสดมักจะไม่พลาด

ทำไมต้องโยนดอกไม้?

การโยนดอกไม้ เป็นธรรมเนียมการแต่งงานของชาวตะวันตก ที่ประเทศไทยได้รับเข้ามาและประยุกต์ให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยอย่างลงตัว โดยมีความเชื่อว่าช่อดอกไม้ของเจ้าสาวก็คือเครื่องรางนำโชค ที่จะนำความโชคดีมาสู่ผู้ที่ได้รับ และเจ้าสาวจะต้องโยนดอกไม้ออกไปในวันแต่งงาน เพื่อส่งมอบความโชคดีให้กับสาวโสดต่อไป ดังนั้นการโยนดอกไม้ของเจ้าสาว จึงเป็นพิธีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และมีจัดขึ้นแทบทุกงานแต่งงาน

ดอกไม้ที่นิยมนำมาโยนในงานแต่งงาน

สำหรับดอกไม้ที่นิยมนำมาโยนในวันแต่งงาน มีหลายชนิด และดอกไม้แต่ละชนิดก็ล้วนมีความหมายดีๆ ที่แอบซ่อนอยู่

  1. ดอกกุหลาบ เป็นตัวแทนแห่งความรักและกามเทพ ที่ทำให้คู่บ่าวสาวได้ครองรักและใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน โดยความหมายของช่อดอกกุหลาบ จะสื่อถึงรักแท้ ความรักที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกสวยงาม และการมีเสน่ห์อันน่าดึงดูด ซึ่งว่ากันว่าหากสาวโสดได้รับช่อดอกกุหลาบ ก็จะได้เจอกับรักแท้และอาจได้แต่งงานเป็นรายต่อไป
  2. ดอกทิวลิป เป็นดั่งตัวแทนความรักระหว่างคู่สมรส ที่ส่งผ่านความรู้สึกและความหวานชื่นไปสู่แขกที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี และเป็นตัวแทนของความสุขชั่วนิรันดร์กาล โดยเชื่อว่าหากสาวโสดได้รับช่อดอกทิวลิป จะทำให้พบกับความสุขชั่วนิจนิรันดร์
  3. ดอกเรนันคูลัส เป็นดอกไม้ที่สื่อถึงการตกหลุมรักกันอย่างลึกซึ้งของคู่บ่าวสาว นิยมใช้เป็นช่อดอกไม้สำหรับให้เจ้าสาวโยนในงานแต่ง และใช้ตกแต่งสถานที่ เพื่อสร้างบรรยากาศในงานให้โรแมนติกมากขึ้น โดยเชื่อว่าหากสาวโสดได้รับช่อดอกเรนันคูลัส จะได้พบกับการตกหลุมรักกับใครสักคนในไม่ช้านี้
  4. ดอกลิลลี่ ออฟ เดอะ วาลเล่ย์ เป็นดอกไม้ที่มีความหมายถึงความสุขของเจ้าสาว ซึ่งว่ากันว่า หากสาวโสดได้รับช่อดอกลิลลี่ ออฟ จะพบกับเส้นทางที่จะนำไปสู่ความสุข ไม่ว่าจะเป็นความสุขในเรื่องใดก็ตาม โดยเฉพาะความรัก
  5. ดอกคาลล่าลิลลี่ เป็นดอกไม้ที่มีความสวยโดดเด่น ซึ่งก็เป็นตัวแทนของความหรูหราและความสง่างามของเจ้าสาว โดยหากสาวโสดคนไหนได้รับช่อดอกคาลล่าลิลลี่ ก็จะทำให้ดูมีเสน่ห์ และเป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจหนุ่มๆ มากขึ้น

การโยนดอกไม้ แม้ว่าจะเป็นขนมธรรมเนียมของชาวตะวันตก แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นอย่างมาก และยังคงปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเท่าทุกวันนี้ โดยในปัจจุบันการโยนดอกไม้ได้ปรับเปลี่ยนไปบ้างในบางพื้นที่ อย่างเช่น โยนดอกไม้ทีเดียว 2 ช่อ หรือแจกดอกไม้ให้กับสาวโสดคนละดอก แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปต์และความหมายดีๆ ไว้ดังเดิม

พิธีลอดซุ้มกระบี่ ประวัติความเป็นมา ตามประเพณีของทหาร

พิธีลอดซุ้มกระบี่ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการแต่งงานตามประเพณีของทหาร คือหลังจากทำพิธีบนเวทีเสร็จเรียบร้อยแล้ว พิธีกรจะกล่าวนำ เพื่อให้เหล่านายทหารเข้ามาตั้งแถวเป็นซุ้มกระบี่ แล้วเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะเดินลงเวทีเพื่อลอดซุ้มกระบี่ไปพร้อมกัน แต่ทั้งนี้พิธีเหล่านี้จะไม่ค่อยได้พบเห็นมากนัก เพราะนิยมจัดขึ้นในงานแต่งงานของเจ้าบ่าวที่เรียนจบจาก นักเรียนเหล่า ซึ่งมี 4 เหล่า คือ ทหารเรือ ทหารบก ทหารอากาศ และตำรวจ

พิธีลอดซุ้มกระบี่ ประวัติความเป็นมา ตามประเพณีของทหาร

ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมาของพิธีลอดซุ้มกระบี่ได้ดัดแปลงมาจากพิธีการของชาติตะวันตก โดยเมื่อทหารหรือนักรบจะแต่งงาน จะต้องมีพิธีการเดินลอดไม้กางเขน เพื่อเป็นการสาบานตนระหว่างคู่บ่าวสาวว่าจะคอยส่งเสริมกันและกัน และครองคู่กันด้วยความรัก ความซื่อสัตย์ตลอดไป โดยไม้กางเขนที่ว่านี้ จะถูกสอดไว้ในกระบี่ของนักรบทุกคน การเดินลอดไม้กางเขน จึงเป็นการเดินลอดกระบี่ไปด้วย แต่การทำพิธีในโบสถ์ไม่สามารถนำกระบี่ออกมาเพื่อจัดเป็นซุ้มกระบี่ได้ จึงต้องออกมาทำภายนอกโบสถ์ เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจบพิธีแต่งงาน ในปัจจุบัน จึงมีการนำพิธีลอดซุ้มกระบี่ มาใช้กับการแต่งงานของเหล่าทหาร หรือนักเรียนที่เรียนจบจาก 4 เหล่า เพื่อแสดงความเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

ที่มาของการลอดซุ้มกระบี่ในไทย

ที่มาของการลอดซุ้มกระบี่ในไทย ไม่มีปรากฏแน่ชัด ว่าประเทศไทยได้นำประเพณีการแต่งงานด้วยการลอดซุ้มกระบี่สำหรับนายทหาร มาดัดแปลงและใช้กับการแต่งงานของเหล่าทหารไทยเมื่อไหร่ แต่ที่แน่นอนคือ จะไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าพิธีลอดซุ้มกระบี่จะจัดขึ้นกับนายทหารชั้นสัญญาบัตรและนักเรียนนายร้อย

ทำไมตำรวจจึงมีกระบี่?

จากประวัติศาสตร์พบว่า ตำรวจสัญญาบัตรจะมีความผูกพันกับทหารชั้นสัญญาบัตรบ่อยครั้ง ทำให้นายตำรวจสัญญาบัตรมีกระบี่เหมือนกับนายทหาร ในขณะที่ประเทศอื่นๆ น้อยมากที่จะพบแบบนี้ ดังนั้นการลอดซุ้มกระบี่ในพิธีแต่งงาน จึงมีจัดขึ้นทั้งกับการแต่งงานของนายทหาร และการแต่งงานของตำรวจสัญญาบัตร

ข้อแนะนำในการทำพิธีลอดซุ้มกระบี่

เพื่อให้พิธีลอดซุ้มกระบี่มีความสมบูรณ์แบบ และไม่เกิดความผิดพลาด ควรทำตามข้อแนะนำ ดังนี้

1. การตั้งซุ้มกระบี่

การตั้งซุ้มกระบี่จะมีนายทหารหรือนายตำรวจมายืนเรียงแถวยาวแล้วชูกระบี่ขึ้นมา ในลักษณะที่คมกระบี่คว่ำลงตามปกติ และควรให้อยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อให้ดูสวยงาม เป็นระเบียบมากขึ้น

2. การจัดซุ้มกระบี่สั้นยาว

สำหรับการจัดซุ้มกระบี่ของไทย โดยปกติจะจัดซุ้มกระบี่แบบยาวในกรณีที่เป็นการแต่งงานของนายทหารชั้นสัญญาบัตร และจัดซุ้มกระบี่แบบสั้นในกรณีที่เป็นการแต่งงานของนักเรียนนายร้อย

3. การหันคมกระบี่

สำหรับคมกระบี่ในการทำซุ้มให้คว่ำลงตามปกติ เพื่อให้ง่ายต่อการถือ และต้องจับกระบี่อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในระหว่างที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังเดินลอดซุ้มกระบี่

4. การเดินเข้าซุ้มของคู่บ่าวสาว

สำหรับการเดินลอดซุ้มกระบี่ เจ้าบ่าวเจ้าสาวควรเดินช้าๆ เพื่อให้ช่างภาพถ่ายภาพได้ทัน และยังดูสง่างาม สามารถสร้างบรรยากาศโรแมนติกได้ดีสุดๆ โดย

  • เจ้าบ่าว ควรเดินในท่าที่คล้ายคลึงกับการเดินเปลี่ยนสูง และก้าวสั้นๆ ช้าๆ ควงแขนไปพร้อมกับเจ้าสาว
  • เจ้าสาว หากกระโปรงชุดแต่งงานยาว ให้ยกกระโปรงด้านหน้าขึ้นเล็กน้อย และก้าวเดินอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้กระโปรงติดเท้าและเดินสะดวกมากขึ้น

5. การเล่นดนตรี

ในขั้นตอนการลอดซุ้มกระบี่จะต้องเปิดเพลงคลอเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและความโรแมนติก ดังนั้นจึงควรนัดหมายกับนักดนตรีหรือพิธีกรให้ดี ว่าต้องเปิดเพลงหรือเล่นดนตรีตอนไหน ในระหว่างการเดินลอดซุ้มกระบี่ จะต้องมีการเปิดเพลงให้เข้ากับจังหวะและบรรยากาศ ซึ่งพิธีกรก็จะทำการกล่าวถึงความหมายของการเดินลอดซุ้มกระบี่ไปพร้อมๆ กัน อาจมีการนัดหมายว่าจะส่งสัญญาณอย่างไร เป็นอันรู้ว่าต้องเปิดเพลง

6. ควรเดินลอดซุ้มแบบช้าๆ

การเดินลอดซุ้มกระบี่ เจ้าบ่าวเจ้าสาวควรเดินให้ช้า เพื่อให้ได้บรรยากาศและช่างภาพสามารถถ่ายรูปได้ทัน ซึ่งจะทำให้ได้ภาพที่สวยงามและน่าจดจำ ที่สำคัญควรเดินให้เข้ากับจังหวะดนตรีที่เปิด เพื่อให้ดูเป็นระเบียบและก่อให้เกิดบรรยากาศที่โรแมนติก อบอวลไปด้วยความรักได้ดี

7. เดินด้วยท่าที่เหมาะสม

สำหรับท่าที่เหมาะสมในการเดินลอดซุ้มกระบี่ ก็คือ เจ้าบ่าวจะต้องเดินด้วยท่าที่คล้ายกับการเดินเปลี่ยนสูงและก้าวไปแบบสั้นๆ ส่วนเจ้าสาวให้เดินก้าวช้าๆ โดยหากกระโปรงยาวก็ให้ยกกระโปรงด้านหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้เดินได้สะดวกมากขึ้น และไม่เกิดการสะดุดกระโปรง

8. ผู้ทำซุ้มกระบี่ต้องเป็นทหารหรืออดีตนักเรียนนายร้อย

การแต่งงานที่มีพิธีลอดซุ้มกระบี่ จะจัดขึ้นเฉพาะกับคู่รักที่เจ้าบ่าวเป็นนายทหาร หรือจบจากโรงเรียนนายร้อยทั้ง 4 เหล่าทัพเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่ทำซุ้มกระบี่ก็ต้องเป็นเหล่านายทหารหรืออดีตนักเรียนนายร้อยจาก 4 เหล่าทัพ โดยก่อนจะถึงพิธีการลอดซุ้มกระบี่ พิธีกรจะกล่าวนำเพื่อให้ทหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่ทำซุ้มไปยืนเรียงแถวเพื่อเตรียมพร้อม

9. นายตำรวจสัญญาบัตรก็ลอดซุ้มกระบี่ได้

นอกจากการลอดซุ้มกระบี่ของนายทหารสัญญาบัตรและผู้ที่เรียนจบจากโรงเรียนนายร้อย ในประเทศไทยก็มักจะเห็นการลอดซุ้มกระบี่ของนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร เพราะในประวัติศาสตร์ไทยบางช่วงนั้นได้มีการผูกพันกันระหว่างตำรวจสัญญาบัตรและทหารสัญญาบัตร จึงทำให้ในช่วงดังกล่าวตำรวจสัญญาบัตรก็ได้มีกระบี่ไปกับเขาด้วย และคนไทยไม่เคร่งครัดมากเหมือนกับต่างประเทศ จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตรจะมีการลอดซุ้มกระบี่ แต่ก็ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก

พิธีลอดซุ้มกระบี่ เป็นพิธีที่มีมาแต่ยาวนาน และนิยมจัดขึ้นเฉพาะกับคู่แต่งงานที่เจ้าบ่าวเป็นตำรวจหรือนายทหารสัญญาบัตร และผู้ที่เรียนจบจาก 4 เหล่า โดยความหมายพิเศษอย่างหนึ่งของการลอดซุ้มกระบี่ ก็คือการบอกแก่เจ้าสาวให้ทราบว่า นี่เป็นการต้อนรับเจ้าสาวเข้าสู่บ้านปราการเหล็กที่จะคอยปกป้องและคุ้มครองเจ้าสาวไปจนตลอดชีวิต

ของถวายพระงานแต่ง สิ่งของที่ควรถวาย และไม่ควรถวาย

การถวายสิ่งของแด่พระสงฆ์ในวันแต่งงาน เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ได้สืบทอดมาอย่างยาวนาน และเชื่อว่าจะเป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตคู่ได้เป็นอย่างดี ของถวายพระงานแต่ง นั้นจะเรียกว่าการถวายสังฆทาน ซึ่งก็มีความคล้ายกับการถวายสังฆทานทั่วไปและนิยมถวายในช่วงเช้าหลังจากตักบาตรเรียบร้อยแล้วหรือช่วงสายๆ ก่อนภัตตาหารเพล โดยสำหรับสิ่งของที่จะนำมาถวายพระส่วนใหญ่ทางร้านเครื่องสังฆภัณฑ์ต่างๆ จะมีจัดชุดสังฆทานไว้สำเร็จรูปอยู่แล้ว

ของถวายพระงานแต่ง สิ่งของที่ควรถวาย และไม่ควรถวาย

ของถวายพระงานแต่งที่ควรถวาย

ของถวายพระงานแต่งที่ควรถวายพระ จะต้องเป็นสิ่งของที่มีคุณภาพ ใหม่และมีความจำเป็นต่อพระสงฆ์ กล่าวคือพระสงฆ์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยมีสิ่งของที่ควรถวายดังนี้

  • สบู่ เป็นเครื่องประทินผิวที่ใช้ในการชำระล้างทำความสะอาดร่างกายและช่วยระงับกลิ่นกายได้ในระดับหนึ่ง เป็นของถวายที่มีความจำเป็นต่อพระสงฆ์ โดยส่วนใหญ่จะนิยมถวายที่เป็นสบู่แบบก้อนไม่ใช่สบู่เหลว
  • ใบมีดโกน พระสงฆ์ต้องโกนคิ้ว โกนศีรษะและโกนหนวดอยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ถือเป็นสิ่งของที่ควรแก่การถวาย
  • ยา โดยจะเป็นยาสามัญประจำบ้านทั่วๆ ไป ทั้งยาใช้ภายนอกและยาสำหรับทานเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ รวมถึงยาแผนโบราณที่เป็นยาสมุนไพรใช้ต้มดื่มเพื่อสุขภาพ
  • ไฟฉาย เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่น้อย โดยเฉพาะหากเป็นวัดที่อยู่ในชนบทหรือในป่า สามารถถวายไฟฉายแบบไหนก็ได้
  • ผ้าอาบน้ำฝน ซึ่งผ้าที่เลือกถวายนั้น ควรเป็นผ้าที่มีเนื้อหนาและมีคุณภาพ หรืออาจเปลี่ยนจากผ้าอาบน้ำฝนเป็น ผ้าสบงหรืออังสะแทน
  • เครื่องเขียน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พระสงฆ์อาจต้องใช้ ดังนั้นจึงควรถวาย โดยเครื่องเขียนที่ว่านี้ก็หมายถึง ปากกา ดินสอ สมุด ซองจดหมายและแสตมป์ เป็นต้น
  • ยาสระผม จะใช้เมื่อพระสงฆ์โกนศีรษะซึ่งจะทำให้โกนได้ง่ายขึ้น จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรถวาย แต่อาจถวายแบบที่เป็นซองใช้ครั้งเดียวมากกว่าแบบขวด
  • หนังสือธรรมมะ จำพวกหนังสือบทสวดมนต์ต่างๆ หรืออาจจะเป็นหนังสือสารคดี นิตยสารที่ให้ความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระสงฆ์จะได้นำไปใช้ประโยชน์
  • รองเท้า โดยเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ของวัด ซึ่งอาจสังเกตจากรองเท้าที่พระสงฆ์ในวัดแห่งนั้นนิยมใส่เป็นหลัก และควรเป็นรองเท้าธรรมดาทีมีคุณภาพ ไม่ใช่รองเท้าแบรนด์หรูราคาแพง
  • ผงซักฟอก เป็นสิ่งจำเป็นที่พระสงฆ์ต้องใช้ในการซักทำความสะอาดผ้าจีวร สบงและอังสะ จึงเหมาะกับการนำมาถวายพระ หรืออาจถวายเป็น Essence แทน

ของถวายพระงานแต่งที่ไม่ควรถวาย

ของถวายพระงานแต่งไม่ใช่ว่าจะสามารถถวายได้ทุกสิ่ง เพราะสิ่งของบางอย่างก็ไม่เหมาะสมและเป็นสิ่งที่พระสงฆ์ไม่สามารถนำมาใช้ได้ โดยมีสิ่งของที่ไม่ควรถวายดังนี้

  • เครื่องดื่มชูกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ กระทิงแดงหรืออื่นๆ อีกมากมาย เพราะมีส่วนผสมที่จะทำให้เกิดการเสพติดได้และไม่ดีต่อสุขภาพ เครื่องดื่มเหล่านี้จึงไม่ควรนำมาถวายพระเด็ดขาด
  • บุหรี่ เพราะโดยปกติแล้วพระสงฆ์จะมีกฎห้ามสูบบุหรี่ ดังนั้นบุหรี่จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรถวาย
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แม้จะไม่ได้มีกฎห้ามพระสงฆ์ฉันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่หากมองในเรื่องของความเหมาะสมและคุณค่าทางอาหารแล้ว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถือเป็นอาหารที่มีคุณค่าน้อยมาก จึงไม่ควรส่งเสริมหรือนำมาถวายให้กับพระสงฆ์
  • อาหารกระป๋อง อาจเป็นอาหารที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานๆ โดยไม่ต้องกลัวเสีย แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยสารกันบูดและสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงไม่ควรนำมาถวาย นอกจากนี้ก็มีคุณค่าทางอาหารต่ำมากเหมือนกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • น้ำอัดลม อีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากคิดจะถวายพวกเครื่องดื่ม ควรถวายโอวัลตินและน้ำเปล่ามากกว่า
  • หวี เนื่องจากพระสงฆ์ไม่จำเป็นต้องใช้ จึงไม่ควรถวาย
  • ทองหรือเพชรพลอยต่างๆ เพราะถือเป็นหนึ่งในรัตนะ 10 ประการ ที่ห้ามไม่ให้พระภิกษุสงฆ์จับต้อง อาจทำให้ผิดวินัยพุทธบัญญัติได้

ขั้นตอนการถวาย

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทำน้ำมนต์แล้ว ก็จะเข้าสู้ขั้นตอนการถวายสังฆทานของคู่บ่าวสาว โดยมีขั้นตอนการถวายดังนี้

  1. เจ้าบ่าวยกเครื่องสังฆทานส่งให้ถึงมือพระ ส่วนเจ้าสาวให้วางเครื่องสังฆทานลงบนผ้าที่พระทอดรับประเคน
  2. พระสงฆ์จะทำการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
  3. เจ้าบ่าวเจ้าสาวพนมมือรับการกรวดน้ำตาม พร้อมอธิษฐานในใจ
  4. เมื่อกรวดน้ำเสร็จเรียบร้อย พิธีกรจะเข้าไปนำที่กรวดน้ำและน้ำที่กรวดแล้วออกไปเทบนพื้นดินกลางแจ้งที่สะอาดหรือบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการถวายสิ่งของหรือเครื่องสังฆทานแด่พระสงฆ์

ของถวายพระงานแต่ง หรือถวายเครื่องสังฆทาน แด่พระภิกษุสงฆ์ในงานแต่งงาน ควรเลือกถวายสิ่งของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและต้องไม่ใช่สิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งที่อาจทำให้พระสงฆ์ผิดวินัยพุธบัญญัติ นอกจากนี้ขั้นตอนในการถวายควรเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อให้พิธีการถวายสังฆทานงานแต่งมีความสมบูรณ์แบบ

เรื่องเกี่ยวกับงานแต่งงาน ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวมักเข้าใจผิด

เพราะงานแต่งงานเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เอาเข้าจริงแล้ว ใครต่างก็ปรารถนาอยากมีงานแต่งงานแค่ครั้งเดียวในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น เรื่องของงานพิธีที่จัดได้ว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ เต็มไปด้วยเรื่องของความเป็นสิริมงคล และลำดับขั้นตอนที่สื่อความหมายอันซับซ้อนน่าปวดหัว สำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งคนที่จะพอมีความรู้อยู่บ้าง ก็อาจจะผิดพลาดหรือเกิดความเข้าใจผิดในหลายๆ เรื่อง

บางครั้งความเข้าใจผิดนั้นยังทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ เตรียมงานที่จำเป็นไม่ทัน หรือแม้กระทั่งการเตรียมตัวของเจ้าสาวที่พลาดจนเป็นลม ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเข้าใจผิด ให้งานแต่งงานของทุกคนราบรื่นด้วยดี ลองมาดูจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยดังนี้กันดีกว่า

โรงแรมจะทำให้งานแต่งสมบูรณ์แบบที่สุด

เป็นความคิดที่พลาดเสียทีเดียว หากจะมอบความมั่นใจทุกอย่างให้ไว้ที่โรงแรม เพราะเคยได้ยิน “คนเขาว่ากันว่า”… โรงแรมเป็นสถานที่ที่มีการเตรียมการเอาไว้รองรับงานแต่งงานให้กับทุกคนได้อยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงการซื้อแพคเกจแต่งงานไว้ แล้วคิดว่าโรงแรมจะเตรียมพื้นที่ให้มีทั้งไฟแสงสีทุกอย่างครบ แต่เดี๋ยวก่อน เพราะบางโรงแรมแม้จะเป็นระดับ 5 ดาว แต่แพคเกจก็ไม่ได้รวมทุกอย่างไว้ให้คู่บ่าวสาวเสมอไป บางสถานที่ไม่มีเพลงเปิดตัว ไม่มีไฟ follow หรืออาจจะเลือกเพลงเชยๆ ไม่เข้ากับธีมที่เราจัดเตรียมมา ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแพคเกจ ควรสอบถามข้อมูลให้ละเอียดยิบก่อน จะได้ไม่พลาดทีหลัง

ไม่อยากจ้างพิธีกรเพราะกลัวเปลืองเงิน

งานแต่งงานที่จัดกันเป็นพิธี มีลำดับขั้นตอนเยอะ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ แล้วคิดว่าพิธีกรเป็นสิ่งไม่สำคัญ เอาใครก็ได้ที่เป็นเพื่อน พ่อ แม่ พี่น้อง หรือคนรู้จักสนิทสนมขึ้นมากล่าวลำดับการแทน แบบนี้เห็นจะเป็นเรื่องเสี่ยง หากคนใกล้ชิดที่หามาไม่ได้มีความรู้ประสบการณ์เข้าใจถึงลำดับเหตุการณ์ต่างๆ อย่างแท้จริง แม้จะมีแผ่นกระดาษเขียนข้อมูลลำดับขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นภายในงานมาให้ แต่การรอเวลาว่าพิธีการที่เริ่มไปแล้วเสร็จหรือยัง ควรพูดอย่างไรต่อไปเพื่อเข้าพิธีการที่สอง ก็จะกลายเป็นปัญหาตะกุกตะกัก งานแต่งงานที่สวยงามก็เลยไม่ราบรื่น ยิ่งหากเจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่มีความรู้ อาจจะพากันมั่วหนักขึ้น หากเลือกได้ลองสละเงินส่วนนี้จ้างแม่งานที่มีความรู้ ซึ่งจะช่วยทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ให้เจ้าสาวและเจ้าบ่าวสามารถดำเนินงานตามพิธีได้ง่ายมากว่า

งานแต่งงานเรียบง่าย ไม่ต้องเตรียมตัวเอง

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ใครที่เลือกเข้าพิธีแต่งงานแบบเรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้มากมาย เชิญแขกที่มางานแค่บางส่วนที่สำคัญ และจัดกันภายในบ้านก็เพียงพอ จนทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเลือกที่จะไม่เตรียมตัวเองให้พร้อม เพราะคิดว่านี่คือพิธีแบบง่ายๆ ตัวเองต้องทำได้อยู่แล้วแม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่อย่าลืมว่างานแต่งงานจะเล็กหรือใหญ่ การจัดคงไม่ใช่สิ่งที่ยุ่งยาก แต่สิ่งที่ยากก็คือรายละเอียดยิบย่อยที่เยอะมากจนทำให้คู่บ่าวสาวพลาดกันมาแล้วนักต่อนัก แม้กระทั่งคนที่คิดว่าใส่ใจกับรายละเอียด ก็มองข้ามบางจุดไปได้แบบง่ายๆ ในระหว่างเตรียมงาน แม้จะเป็นงานแบบเรียบง่าย แต่ก็ไม่ควรประมาท ใส่ใจกับทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ก่อนถึงวันงานก็ควรเช็คข้อมูลปลีกย่อยให้พร้อม สิ่งไหนไม่มั่นใจก็รีบขอคำปรึกษา จะได้ราบรื่นและเกิดปัญหาน้อยที่สุดเมื่องานพิธีมาถึง

ร่วมแสดงความคิดเห็น
Wedcy (เว็ดซี่) - ไอเดียแต่งงาน ชุดเจ้าสาว การ์ดแต่งงาน ของชำร่วย งานแต่งงาน