Pre-Wedding ถ่ายภาพก่อนแต่งงาน สร้างความทรงจำในความรักที่แสนหวาน

Pre-Wedding ถ่ายภาพก่อนแต่งงาน สร้างความทรงจำในความรักที่แสนหวาน

เมื่อมีการจัดงานแต่งก็มักจะมีการถ่าย Pre-Wedding เสมอ จนกลายเป็นขั้นตอนหนึ่งในการแต่งงานที่ปฏิบัติสืบต่อกันจนเป็นเรื่องธรรมดา แต่เชื่อว่าน้อยคนที่จะรู้อย่างแท้จริงว่า Pre-Wedding คืออะไร สำคัญอย่างไรและมีความจำเป็นมากแค่ไหนในการแต่งงาน ดังนั้นก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกับ Pre-Wedding กันก่อน

ลิงก์ผู้สนับสนุน

ความหมาย ความสำคัญของ Pre-Wedding

ความหมายของ Pre-Wedding ก็มีอยู่หลายความหมาย โดยสรุปได้ใจความดังนี้ Pre-Wedding คือการถ่ายภาพคู่แทนใจของคู่บ่าวสาวก่อนถึงวันแต่งงานจริง เพื่อเก็บไว้เป็นภาพความทรงจำและแสดงถึงความรักที่คู่บ่าวสาวมีให้ต่อกัน โดยคู่บ่าวสาวสามารถเลือกสถานที่สำหรับถ่าย Pre-Wedding ได้เอง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงกันกับช่างภาพอีกที

ความสำคัญเพื่อเก็บภาพความทรงจำดีๆ ก่อนแต่งงาน เพราะไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนภาพเหล่านี้ก็จะยังคงตอกย้ำความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่ารักกันมากแค่ไหน และสามารถเสริมสร้างความรักให้ยาวนานได้ดี แต่หลักๆ ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว และการแต่งหน้าทำผมแบบจัดเต็ม เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามที่สุดในชีวิต นอกจากนี้ก็จะมีการเลือกสถานที่สำหรับถ่ายภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเป็นสถานที่ที่มีความโรแมนติก สวยงามหรือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่คู่บ่าวสาวอยากไป โดยสามารถเลือกได้หลายแห่ง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่กำหนดและการตกลงกันระหว่างช่างภาพ

คำแนะนำในการถ่าย Pre-Wedding

1. เลือกสถานที่ที่ชอบ

ภาพจะออกมาสวยเมื่อถ่ายในสถานที่ที่มีความชอบมากเป็นพิเศษ และตรงกับคอนเซ็ปต์ที่ต้องการ ดังนั้นจึงควรเลือกสถานที่สำหรับถ่าย Pre-Wedding ที่ตนเองต้องการ โดยอาจเลือกสักประมาณ 3-5 สถานที่ ขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่าสถานที่และงบประมาณที่มีอยู่ หรืออาจประหยัดด้วยการเลือกสถานที่สวยๆ ทางธรรมชาติที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

2. ช่างภาพต้องเป็นมืออาชีพ

เพราะภาพ Pre-Wedding หรือภาพก่อนแต่งงาน เป็นรูปภาพที่สำคัญในชีวิตของคู่บ่าวสาว ดังนั้นจึงควรเลือกช่างภาพที่เป็นมืออาชีพโดยเฉพาะ เพื่อให้ภาพที่ได้ออกมาเพอร์เฟ็กต์ และได้ภาพสวยตั้งแต่ช็อตแรก โดยไม่ต้องเสียเวลาถ่ายซ้ำหลายครั้งเนื่องจากภาพไม่โดนใจ

3. เลือกช่างแต่งหน้าทำผมที่มีประสบการณ์

ช่างแต่งหน้าทำผมควรจะมีประสบการณ์ในการแต่งหน้าสำหรับถ่าย Pre-Wedding โดยตรงหรือมีความชำนาญในด้านการแต่งหน้าเจ้าบ่าวเจ้าสาว เพราะการถ่าย Pre-Wedding แค่เซฟใบหน้าและทรงผมให้สวยเป๊ะ ก็จะได้ภาพที่น่าพอใจ ที่สำคัญควรแต่งหน้าให้เข้ากับการสวมเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้าใหม่ เมื่อเปลี่ยนธีมหรือชุดใหม่

4. เตรียมเสื้อผ้าหลายๆ ชุด

การถ่ายพรีเวดดิ้งไม่จำเป็นต้องใส่เฉพาะชุดแต่งงาน อาจเลือกเป็นชุดอื่นสวยๆ อย่างเช่นชุดราตรี ชุดลำลองสบายๆ ชุดเดรสสวยหวานหรือจะเป็นชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ โดยเลือกธีม Pre-Wedding ให้เข้ากับบรรยากาศและชุดที่ใส่ เท่านี้ก็ได้ภาพที่สวยโดนใจและเป็นภาพแห่งความทรงจำดีๆ ที่หยิบขึ้นมาดูเมื่อไหร่ก็ยิ้มออกเมื่อนั้น โดยให้เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมหลายๆ ชุด เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการเปลี่ยนและสามารถถ่ายภาพพรีเวดดิ้งได้วันละหลายๆ ภาพ

5. อย่าลืมฟิตติ้งชุด

ก่อนจะถึงวันถ่าย Pre-Wedding จริงๆ ควรมีการฟิตติ้งชุดก่อนล่วงหน้าประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อเช็คความพร้อมของชุด ว่าต้องมีการปรับแก้ขนาดหรือปรับแต่งตรงไหนหรือไม่ จะได้ทำการปรับเปลี่ยนได้ทันก่อนถึงวันถ่ายจริง นอกจากนี้ควรฝึกโพสต์ท่าและยิ้มหน้ากระจกบ่อยๆ เพื่อลดความเขินอายให้น้อยลงและทำให้ภาพที่ถ่ายออกมามีความเป็นธรรมชาติ

6. บอกความต้องการกับช่างภาพ

ถึงแม้ว่าช่างภาพจะมีความเป็นมืออาชีพในการถ่าย Pre-Wedding แต่หากทางเจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่บอกรายละเอียดว่าต้องการภาพแบบไหน ก็อาจทำให้ได้ภาพที่ไม่ตรงใจได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอยากได้ภาพแบบไหน อย่างไรก็ควรบอกความต้องการกับช่างภาพให้ครบถ้วน โดยเฉพาะวิวทิวทัศน์และแสงสีที่ต้องการ

7. กำหนดวันเวลาให้ชัดเจน

การถ่าย Pre-Wedding ต้องกำหนดวันเวลาให้ชัดเจน เพื่อที่ช่างและทีมงานถ่ายทำจะได้เตรียมจัดคิวและเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งหากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนวันออกไปก็ควรแจ้งให้ช่างภาพและทีมงานทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 4-5 วัน จะได้ไม่มีปัญหาตามมา

8. อย่าลืมเช็คสภาพอากาศ

การถ่ายพรีเวดดิ้งจะต้องอาศัยแสงเพื่อให้ภาพออกมาสวยและเนื่องจากการถ่ายภาพส่วนใหญ่จะเน้นการถ่ายกลางแจ้งเป็นหลัก จึงต้องเช็คสภาพอากาศให้ดีก่อนเสมอ โดยวันที่เหมาะกับการถ่าย Pre-Wedding ก็คือวันที่สภาพอากาศปลอดโปร่ง มีแสงแดดอย่างพอเหมาะและต้องไม่มีปัญหาลมพัดแรงเกินไป ซึ่งเดือนที่ได้รับความนิยมในการถ่ายพรีเวดดิ้ง ก็คือเดือนพฤศจิกายน – เดือนมกราคม

9. หันกล้องไปทางพระอาทิตย์ เมื่อถ่ายภาพแบบชิลลูเอท

อยากให้ภาพ Pre-Wedding สไตล์ชิลลูเอทมีสีสันสวยงามและดูเป็นธรรมชาติ ควรหันกล้องไปทางพระอาทิตย์ เพราะเป็นมุมที่แสงท้องฟ้าสว่างที่สุด จึงทำให้ภาพตัวแบบที่ได้ดำสนิทมากขึ้น

ทำไมจึงต้องถ่ายพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงาน

เหตุผลในการถ่ายพรีเวดดิ้งก่อนแต่งงาน หลักๆ เลยคือ

  • เป็นการเก็บภาพความทรงจำที่ชีวิตหนึ่งจะมีเพียงครั้งเดียว และเนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของคู่บ่าวสาว จึงควรเก็บภาพเอาไว้เพื่อรำลึกถึงในวันข้างหน้า ซึ่งภาพดังกล่าวก็จะสามารถเรียกรอยยิ้ม ความหวานชื่นและเติมเต็มความรักให้เบ่งบานอยู่เสมอ ในคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานานได้ดี
  • เพื่อนำภาพไปใช้ประกอบในงานแต่งงาน ให้งานดูมีสีสันและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่โรแมนติก หวานชื่นมากขึ้น โดยสังเกตได้ว่างานแต่งที่มีรูปคู่เจ้าบ่าวเจ้าสาวประดับอยู่ จะมีความน่าสนใจและทำให้แขกที่มาร่วมงานจดจำได้อีกนาน
  • เพราะในวันแต่งงานจริงๆ อาจไม่ค่อยมีเวลาได้ถ่ายภาพมากนัก แถมต้องแบ่งเวลาไปใช้ในการรับแขกเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการถ่ายก่อนถึงวันแต่งงาน จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งก็จะได้ภาพที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติและมีความสดใส

หลักการเลือกช่างถ่ายภาพ

การถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง นอกจากการเลือกชุด สถานที่และช่างแต่งหน้าทำผม ก็ต้องเลือกช่างถ่ายภาพให้ดี เพื่อให้ได้ช่างที่มีความเป็นมืออาชีพและสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงามโดนใจ โดยมีหลักการเลือกช่างถ่ายภาพดังนี้

1. กำหนดสไตล์ของภาพที่ต้องการ

อันดับแรกต้องกำหนดขึ้นมาก่อนว่า ภาพพรีเวดดิ้งที่ต้องการมีสไตล์แบบไหน เช่นเป็นภาพสไตล์โรแมนติกในสถานที่หรูหรา เป็นภาพสไตล์บรรยากาศดีๆ ท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อจะได้เลือกช่างภาพที่มีความถนัดตรงกับความต้องการของตัวเอง หรือฉีกแนวหน่อยๆ ด้วยการถ่ายฟรีเวดดิ้งในน้ำ

2. ดูประสบการณ์ของช่างภาพ

ประสบการณ์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับการเลือกช่างภาพในการถ่ายพรีเวดดิ้ง เพราะโดยปกติแล้ว ช่างภาพที่มีประสบการณ์จะสามารถถ่ายภาพออกมาได้สวยและโดนใจ เพราะพวกเขารู้ว่าจะต้องถ่ายภาพมุมไหนอย่างไร และจัดฉากแบบไหนจึงจะทำให้ภาพออกมาดูสวย เป็นธรรมชาติ และที่สำคัญควรเป็นช่างภาพที่มีการรับถ่ายพรีเวดดิ้งมาอย่างต่อเนื่อง

3. อย่าลืมขอดูผลงาน

เพียงแค่ประสบการณ์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จะต้องลองขอดูผลงานจากช่างภาพ โดยให้ดูหลายๆ อัลบั้มเพื่อสังเกตสไตล์การถ่ายของช่างภาพ ว่าตรงกับความต้องการหรือเปล่า และภาพส่วนใหญ่มีมุมมองการถ่ายอย่างไร รวมถึงมีการเก็บรายละเอียดของภาพไหม และที่สำคัญก็คือภาพที่ถ่ายออกมาสามารถบอกเล่าเรื่องราว และสื่อถึงความรักของคู่บ่าวสาวได้หรือไม่ ซึ่งก็ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของภาพพรีเวดดิ้ง

4. นิสัยและบุคลิกของช่างภาพ

ถึงแม้ว่าผลงานจะออกมาดีแค่ไหน แต่หากนิสัยและบุคลิกของช่างภาพ ไม่ค่อยจะเป็นมิตรมากนัก การจะทำงานร่วมกันได้ก็จะเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาเลือกช่างภาพ โดยช่างภาพที่ดีควรจะมีความเป็นกันเอง พูดจาดีและสามารถเข้ากับคุณได้ เท่านี้ก็สามารถทำงานกันได้แบบสบายๆ

5. มีความรู้และสามารถแนะนำเราได้

เชื่อว่าคู่บ่าวสาวส่วนใหญ่คงไม่มีความชำนาญในการโพสต์ท่าถ่ายภาพมากนัก ดังนั้นคงจะดีกว่าหากมีช่างภาพที่สามารถแนะนำได้ ซึ่งก็จะทำให้คู่บ่าวสาวรู้ว่าควรจะโพสต์ท่าอย่างไรให้ออกมาดูดี และมั่นใจได้เลยว่าจะได้ภาพพรีเวดดิ้งที่เพอร์เฟ็กต์

6. มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

การถ่ายภาพพรีเวดดิ้งส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไป ดังนั้นจึงควรมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่หากมีปัญหาเกิดขึ้นหรือช่างภาพโกงก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นการเลือกช่างภาพ จึงควรดูว่าช่างภาพยินยอมที่จะทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่

การถ่ายพรีเวดดิ้ง ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในการจัดงานแต่งงาน เพื่อเก็บภาพความทรงจำต่างๆ ก่อนถึงวันแต่งงานเอาไว้ เพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาดูดีและเพอร์เฟ็กต์ ก็ควรเลือกช่างภาพให้ดี เพราะความสวยงามของภาพ นอกจากจะอยู่ที่การโพสต์ท่าของคู่บ่าวสาว ฉากหลัง สถานที่และแสงสีโดยรอบแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคและฝีมือในการถ่ายของช่างภาพเช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ควรละเลยการเลือกช่างภาพเด็ดขาด

ร่วมแสดงความคิดเห็น
Wedcy (เว็ดซี่) - ไอเดียแต่งงาน ชุดเจ้าสาว การ์ดแต่งงาน ของชำร่วย งานแต่งงาน