Wedcy เว็บไซต์แปล ภาษาไทย-อังกฤษ ภาษาอังกฤษ-ไทย พร้อมข้อมูลความหมายคำศัพท์แบบละเอียด

It’s on me

❬อิทส์-ออน-มี❭

ระดับภาษา: เป็นกันเอง

ความหมาย: ฉันเลี้ยงเอง, ฉันออกค่าใช้จ่ายให้ - เมื่อพูดถึงความผิดพลาดอาจหมายถึงฉันรับผิดชอบเองหรือฉันผิดเอง

การใช้งาน: ใช้เสนอจ่ายเงินให้ผู้อื่น หรือยอมรับความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ให้ดูว่าสนทนาถึงค่าใช้จ่ายหรือความผิดพลาด ถ้ายังคลุมเครือให้เติมประโยคที่ระบุชัดว่าจะจ่ายอะไรหรือทำอะไรผิด วลีเดียวไม่ได้แปลว่าผู้พูดตกลงชดใช้ค่าเสียหายทุกกรณี

หมายเหตุ: ใช้กับเพื่อนและเพื่อนร่วมงานในบทสนทนาทั่วไป ไม่ใช่ข้อความทางการสำหรับกำหนดผู้รับผิดตามสัญญา

ประโยคการใช้งาน

  1. ค่าเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟ

    A: How much do I owe you for the coffee?

    (แปล: ค่ากาแฟฉันต้องจ่ายเธอเท่าไร)

    B: Nothing. It’s on me.

    (แปล: ไม่ต้องจ่ายเลย ฉันเลี้ยงเอง)

    คำอธิบาย: B เป็นคนออกค่ากาแฟให้ A และบอกว่า A ไม่ต้องคืนเงิน ต่างจากร้านให้กาแฟฟรีเพราะร้านไม่ได้เป็นผู้เสนอในบทสนทนานี้ (บริบท: ฉันเลี้ยงกาแฟเอง, ไม่ต้องจ่ายคืน)

  2. บิลอาหารเย็นกับเพื่อน

    A: Shall we split the bill?

    (แปล: เราแบ่งจ่ายบิลกันไหม)

    B: No, it’s on me tonight. You paid last time.

    (แปล: ไม่ต้อง คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง ครั้งก่อนเธอจ่ายแล้ว)

    คำอธิบาย: A เสนอแชร์ค่าอาหาร แต่ B รับออกค่าอาหารมื้อนี้เพื่อตอบแทนครั้งก่อน คำว่า on me กล่าวถึงผู้จ่าย ไม่ได้แปลว่าบิลอยู่บนตัว B (บริบท: มื้อนี้ฉันจ่ายเอง)

  3. เลี้ยงอาหารเป็นของขวัญวันเกิด

    A: I didn’t bring enough cash for dinner.

    (แปล: ฉันเอาเงินสดมาจ่ายค่าอาหารเย็นไม่พอ)

    B: It’s your birthday. It’s on me.

    (แปล: วันนี้วันเกิดเธอนี่ ฉันเลี้ยงเอง)

    คำอธิบาย: บริบทระบุค่าอาหารเย็นและวันเกิด B จึงเสนอออกค่าอาหารให้ A เป็นการฉลอง ไม่ได้หมายความว่าทุกค่าใช้จ่ายในวันนั้นเป็นของ B (บริบท: ฉันเลี้ยงมื้อนี้เป็นของขวัญให้)

  4. ค่าตั๋วภาพยนตร์

    A: Let me transfer the money for my ticket.

    (แปล: ขอฉันโอนค่าตั๋วของฉันให้เธอนะ)

    B: Don’t worry. It’s on me.

    (แปล: ไม่ต้องห่วง ฉันจ่ายให้เอง)

    คำอธิบาย: A กำลังจะคืนค่าตั๋วให้ B แต่ B ไม่รับเงินคืนและเสนอเลี้ยงค่าตั๋ว วลีจึงตีความจากสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงคือตั๋วภาพยนตร์ (บริบท: ค่าตั๋วใบนี้ฉันจ่ายให้)

  5. ค่าแท็กซี่ระหว่างเดินทางด้วยกัน

    A: How should we divide the taxi fare?

    (แปล: เราจะแบ่งค่าแท็กซี่กันอย่างไรดี)

    B: It’s on me. You bought lunch.

    (แปล: ฉันออกให้เอง เธอเลี้ยงมื้อกลางวันไปแล้ว)

    คำอธิบาย: B รับจ่ายค่าแท็กซี่เที่ยวที่พูดถึง โดยยกค่าอาหารกลางวันที่ A จ่ายเป็นเหตุผล ไม่ได้ยอมรับผิดเกี่ยวกับการเดินทาง (บริบท: ค่าแท็กซี่เที่ยวนี้ฉันออกเอง)

  6. ส่งไฟล์ผิดให้ลูกค้า

    A: The client received the wrong file.

    (แปล: ลูกค้าได้รับไฟล์ผิดฉบับ)

    B: It’s on me. I attached the old version.

    (แปล: ฉันผิดเอง ฉันแนบไฟล์ฉบับเก่าไป)

    คำอธิบาย: B ยอมรับว่าเป็นผู้แนบไฟล์ผิด จึงใช้วลีเพื่อรับผิดชอบต่อความผิดพลาด ไม่มีการเสนอจ่ายเงินในบทสนทนานี้ (บริบท: เรื่องนี้ฉันผิดเอง, ฉันรับผิดชอบเอง)

  7. ลืมส่งรายงานตามกำหนด

    A: Why wasn’t the report sent yesterday?

    (แปล: ทำไมเมื่อวานถึงไม่ได้ส่งรายงาน)

    B: It’s on me. I forgot to send it.

    (แปล: ฉันผิดเอง ฉันลืมส่งมัน)

    คำอธิบาย: ประโยคถัดมาบอกสาเหตุชัดว่า B ลืมส่งรายงาน จึงเป็นการรับผิดเรื่องกำหนดส่ง ไม่ใช่รับออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรายงาน (บริบท: ฉันเป็นคนรับผิดชอบเรื่องที่ส่งไม่ทัน)

  8. จองโรงแรมผิดวัน

    A: Our hotel reservation is for the wrong date.

    (แปล: การจองโรงแรมของเราเป็นวันที่ผิด)

    B: It’s on me. I entered the date incorrectly.

    (แปล: ฉันผิดเอง ฉันกรอกวันที่ผิด)

    คำอธิบาย: B ยอมรับว่าความผิดพลาดเกิดจากการกรอกวันที่ของตน ยังไม่ได้ระบุว่าจะจัดการค่าธรรมเนียมเปลี่ยนวันอย่างไร จึงไม่ควรเติมความหมายว่ารับจ่ายทุกอย่างเอง (บริบท: ฉันเป็นคนทำผิดเอง, ฉันรับผิดเรื่องนี้)

  9. จ่ายบอลพลาดในการแข่งขัน

    A: We lost possession just before their final goal.

    (แปล: เราเสียการครองบอลก่อนที่อีกฝ่ายจะยิงประตูสุดท้ายได้)

    B: It’s on me. I made a careless pass.

    (แปล: ฉันผิดเอง ฉันจ่ายบอลโดยไม่ระวัง)

    คำอธิบาย: B ยอมรับความรับผิดชอบต่อจังหวะจ่ายบอลที่กำลังพูดถึง ไม่ใช่คำแปลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และไม่จำเป็นต้องสรุปว่า B เป็นสาเหตุเดียวของผลการแข่งขันทั้งหมด (บริบท: จังหวะนั้นฉันผิดเอง)

  10. ทำแก้วแตกและเสนอชดใช้

    A: The glass broke when you moved the table.

    (แปล: แก้วแตกตอนที่เธอย้ายโต๊ะ)

    B: It’s on me. I’ll pay for a replacement.

    (แปล: ฉันรับผิดเอง ฉันจะจ่ายค่าแก้วใบใหม่ให้)

    คำอธิบาย: ประโยคแรกแสดงการรับผิดชอบ ส่วนประโยค I’ll pay for a replacement ระบุเพิ่มว่าจะออกค่าของทดแทน บริบทนี้จึงมีทั้งการรับผิดและการเสนอจ่าย ไม่ใช่ความหมายเรื่องเงินที่เกิดขึ้นเองในทุกการใช้วลี (บริบท: ฉันรับผิดเอง และจะจ่ายค่าทดแทนให้)

วลีใกล้เคียง

It’s on the house.

❬อิทส์-ออน-เดอะ-เฮาส์❭

ความหมาย: ทางร้านให้ฟรี, ทางร้านออกค่าใช้จ่ายให้

A: Do I need to pay for this dessert?

(แปล: ฉันต้องจ่ายค่าขนมจานนี้ไหม)

B: No, it’s on the house.

(แปล: ไม่ต้องจ่าย ทางร้านให้ฟรี)

คำอธิบาย: ในที่นี้ B เป็นพนักงานและของหวานเป็นสิ่งที่ร้านมอบให้ฟรี ต่างจาก It’s on me ที่ผู้พูดเสนอรับค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ไม่ได้แปลตามตัวอักษรว่าอยู่บนบ้าน

That’s on me.

❬แดทส์-ออน-มี❭

ความหมาย: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง, เรื่องนั้นฉันผิดเอง ตามบริบท

A: The meeting started without the updated agenda.

(แปล: การประชุมเริ่มไปโดยที่ยังไม่มีวาระการประชุมฉบับปรับปรุง)

B: That’s on me. I forgot to share it.

(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันลืมส่งให้ทุกคน)

คำอธิบาย: That ชี้กลับไปยังเรื่องที่เพิ่งกล่าวถึง ตัวอย่างนี้ B ยอมรับผิดเรื่องไม่ส่งวาระการประชุม การใช้ on me ยังต้องดูบริบท ไม่ถือว่า That’s on me แปลว่าเรื่องความผิดเท่านั้นทุกกรณี