That’s on me
ความหมาย: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง, เรื่องนั้นฉันผิดเอง - ใช้รับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่กล่าวถึง และอาจหมายถึงฉันออกค่าใช้จ่ายตามบริบท
การใช้งาน: ใช้ตอบเมื่อมีคนกล่าวถึงสิ่งที่ผิดพลาดหรือหน้าที่ที่ไม่ได้ทำ แล้วผู้พูดยอมรับว่าส่วนนั้นเป็นความรับผิดของตน ควรตามด้วยสาเหตุหรือวิธีแก้ที่ชัด ไม่จำเป็นต้องรับผิดแทนคนอื่นทั้งหมด หากพูดเรื่องบิลอาจหมายถึงรับออกค่าใช้จ่าย จึงไม่แปลว่าเป็นความผิดทุกครั้ง
หมายเหตุ: ใช้ยอมรับความรับผิดหรือความผิดพลาดในบทสนทนาที่เป็นกันเอง that ชี้กลับไปยังเรื่องที่เพิ่งพูดถึง ต้องดูบริบทเพราะ on me อาจใช้เรื่องการจ่ายเงินได้ด้วย
ประโยคการใช้งาน
-
ลืมส่งคำเชิญประชุม
A: I never received the invitation to this morning’s meeting.
(แปล: ฉันไม่ได้รับคำเชิญประชุมเมื่อเช้านี้เลย)
B: That’s on me. I forgot to add you to the mailing list.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันลืมเพิ่มคุณในรายชื่ออีเมล)
คำอธิบาย: That ชี้ถึงการไม่ได้รับคำเชิญ ส่วนประโยคถัดมาระบุความผิดพลาดของ B ทำให้ไม่ต้องเดาว่าพูดเรื่องค่าใช้จ่าย (บริบท: ยอมรับว่าตนพลาดเรื่องการแจ้งนัด)
-
บอกเวลาเปิดร้านผิด
A: The shop was already closed when we got there.
(แปล: ร้านปิดไปแล้วตอนที่เราไปถึง)
B: That’s on me. I checked the weekday hours instead of the weekend hours.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันดูเวลาเปิดวันธรรมดาแทนวันหยุดสุดสัปดาห์)
คำอธิบาย: B ระบุว่าตนตรวจข้อมูลผิดประเภท ไม่ได้หมายความว่าต้องรับผิดชอบต่อเวลาทำการที่ร้านเป็นผู้กำหนด (บริบท: รับผิดที่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน)
-
คิดยอดรวมค่าใช้จ่ายพลาด
A: The total doesn’t include the delivery charge.
(แปล: ยอดรวมยังไม่รวมค่าส่ง)
B: That’s on me. I left that line out of the calculation.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันตกบรรทัดนั้นไปตอนคำนวณ)
คำอธิบาย: แม้บริบทเกี่ยวข้องกับเงิน วลีนี้เป็นการรับว่าคำนวณพลาด ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่า B จะจ่ายค่าส่งทั้งหมด (บริบท: รับความผิดเรื่องตัวเลข)
-
ทำกุญแจไว้ผิดที่
A: We can’t find the key in its usual drawer.
(แปล: พวกเราหากุญแจในลิ้นชักประจำไม่เจอ)
B: That’s on me. I put it in my bag after locking up.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันใส่กุญแจไว้ในกระเป๋าหลังล็อกห้อง)
คำอธิบาย: B ยอมรับการกระทำของตนพร้อมบอกตำแหน่งกุญแจ จึงช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงกล่าวโทษตัวเองแบบไม่ให้ข้อมูล (บริบท: รับผิดที่ทำให้คนอื่นหากุญแจไม่เจอ)
-
เข้าใจคำสั่งงานไม่ครบ
A: The poster needed both languages, but this version has only English.
(แปล: โปสเตอร์ต้องมีสองภาษา แต่ฉบับนี้มีแค่ภาษาอังกฤษ)
B: That’s on me. I should have confirmed the full brief.
(แปล: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง ฉันควรยืนยันรายละเอียดงานให้ครบ)
คำอธิบาย: B รับส่วนที่ตนควรตรวจสอบโดยไม่ได้สรุปว่าไม่มีใครอื่นเกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ใช้ได้กับความรับผิดเฉพาะส่วน (บริบท: รับผิดที่ไม่ถามให้ชัด)
-
ไม่ได้จองโต๊ะตามที่รับปาก
A: The restaurant says there’s no booking under our name.
(แปล: ร้านบอกว่าไม่มีการจองในชื่อของเรา)
B: That’s on me. I filled in the form but didn’t submit it.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันกรอกแบบฟอร์มแต่ไม่ได้กดส่ง)
คำอธิบาย: ความผิดพลาดในบทสนทนาคือทำขั้นตอนจองไม่จบ ไม่ใช่การบอกว่าร้านไม่มีระบบจองหรือพนักงานทำผิด (บริบท: ยอมรับว่างานที่ตกลงไว้ยังไม่เสร็จ)
-
ส่งที่อยู่ผิดในกลุ่ม
A: We went to the address you posted, but it was the old office.
(แปล: เราไปตามที่อยู่ที่คุณโพสต์ แต่เป็นสำนักงานเก่า)
B: That’s on me. I’ll send the current location and help you get here.
(แปล: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง ฉันจะส่งตำแหน่งปัจจุบันและช่วยให้คุณมาถึงที่นี่)
คำอธิบาย: B ตามการยอมรับด้วยแนวทางแก้ปัญหา จึงแสดงว่ารับผิดในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีเพียงคำขอโทษ (บริบท: รับผิดที่ทำให้เพื่อนเดินทางผิดจุด)
-
ตรวจงานแล้วพลาดข้อผิดพลาด
A: The typo was still there in the copy you approved.
(แปล: คำพิมพ์ผิดยังอยู่ในฉบับที่คุณอนุมัติ)
B: That’s on me. I missed it during the final check.
(แปล: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง ฉันตรวจไม่เจอในรอบสุดท้าย)
คำอธิบาย: B ยอมรับบทบาทผู้ตรวจทานของตน วลีไม่ได้กำหนดว่าเป็นผู้พิมพ์คำผิดตั้งแต่แรกหรือเป็นผู้ผิดเพียงคนเดียว (บริบท: รับส่วนรับผิดชอบในการตรวจทาน)
-
จัดตารางชนกับเวลาที่อีกฝ่ายแจ้งไว้
A: I told you I was unavailable at three, but the meeting is set for three.
(แปล: ฉันบอกแล้วว่าไม่ว่างตอนบ่ายสาม แต่ประชุมกลับนัดบ่ายสาม)
B: That’s on me. I overlooked your message and will reschedule it.
(แปล: เรื่องนั้นฉันผิดเอง ฉันมองข้ามข้อความของคุณและจะเปลี่ยนเวลาประชุม)
คำอธิบาย: B รับว่าตนพลาดข้อมูลที่มีอยู่แล้ว คำรับผิดตามด้วยการเปลี่ยนเวลาที่ทำได้จริงในบทสนทนานี้ (บริบท: รับผิดที่ไม่ดูข้อจำกัดเดิม)
-
รับออกค่าซ่อมหลังทำของเสียหาย
A: The repair shop says replacing the damaged cover will cost extra.
(แปล: ร้านซ่อมบอกว่าการเปลี่ยนฝาครอบที่เสียหายต้องจ่ายเพิ่ม)
B: That’s on me. I damaged it, so I’ll cover the replacement.
(แปล: เรื่องนั้นฉันรับผิดเอง ฉันทำมันเสียหาย จึงจะออกค่าเปลี่ยนให้)
คำอธิบาย: B ใช้ทั้งการยอมรับผิดและคำยืนยันเรื่องค่าใช้จ่าย ประโยค I’ll cover the replacement เป็นส่วนที่ทำให้ขอบเขตการจ่ายชัดเจน (บริบท: รับผิดและยืนยันว่าจะจ่ายเงินส่วนนี้)
วลีใกล้เคียง
My mistake.
❬มาย-มิส-เทค❭
ความหมาย: ฉันพลาดเอง
A: This folder is labelled June, but it contains the July files.
(แปล: โฟลเดอร์นี้เขียนว่ามิถุนายน แต่ข้างในเป็นไฟล์เดือนกรกฎาคม)
B: My mistake. I’ll correct the label now.
(แปล: ฉันพลาดเอง ฉันจะแก้ป้ายชื่อเดี๋ยวนี้)
คำอธิบาย: เป็นการยอมรับข้อผิดพลาดโดยตรงและสั้นกว่า That’s on me ซึ่งอาจครอบคลุมหน้าที่หรือความรับผิดชอบที่กว้างกว่า
I take responsibility.
❬ไอ-เทค-ริ-สปอน-ซะ-บิล-ลิ-ที❭
ความหมาย: ฉันรับผิดชอบเรื่องนี้
A: Who will handle the error in the report we released?
(แปล: ใครจะรับจัดการข้อผิดพลาดในรายงานที่เราเผยแพร่ไป)
B: I take responsibility. I’ll organise the correction and inform the team.
(แปล: ฉันรับผิดชอบเรื่องนี้ ฉันจะจัดการแก้ไขและแจ้งทีม)
คำอธิบาย: ประโยคนี้ชัดและใช้ในบริบทการทำงานได้เป็นทางการกว่า ไม่ได้หมายความว่าขอบเขตหน้าที่หรือความรับผิดตามข้อตกลงถูกกำหนดครบแล้วด้วยวลีเดียว